fbpx

5 พื้นฐานการตั้งกล้องถ่ายวิดีโออย่างมือโปร

5 พื้นฐานการตั้งกล้องถ่ายวิดีโออย่างมือโปร ในวันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีการใช้งานของอุปกรณ์กล้องถ่ายรูปของเรา เจาะลึกวิธีการใช้งานที่จะทำให้รู้สึกว่าคุ้มค่าแก่การลงทุนซื้อกล้องมามากที่สุด นอกจากเราจะศึกษาข้อมูลวิธีการใช้หรือศึกษาสเปคของกล้องแล้วจากการอ่านหนังสือหรือเรียนจากช่องแพลตฟอร์มต่างๆ แล้วในบทความนี้เราจะได้เรียนรู้ถึงวิธีการควบคุมและใช้งานกล้องให้แบบเข้าใจง่าย และเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ และเพิ่มความมั่นใจในเรื่องของพื้นฐานความรู้เรื่องแสงอีกด้วย และในทุกๆครั้งที่ออกไปถ่ายภาพเราจะมั่นใจได้เลยว่า การจัดวาง และการควบคุมเรื่องแสงจะได้ผลลัพท์ที่ออกมาอย่างยอดเยี่ยม

5 พื้นฐานการตั้งกล้องถ่ายวิดีโออย่างมือโปร

เราจะมาพูดถึง 5 พื้นฐานการตั้งกล้องถ่ายวิดีโออย่างมือโปร ไม่ว่าคุณจะใช้กล้องยี่ห้อไหน ขนาดใด ก็ต้องมีองค์ประกอบการใช้งานเหล่านี้อยู่เสมอก่อนที่จะเริ่ม ในระหว่างที่อ่านบทความถ้าหากใครที่มีกล้องถ่ายรูปอยู่ข้างตัวสามารถหยิบขึ้นมาทำพร้อมๆ กันได้เลยครับ

ให้เซตกล้องไปที่ Manual mode ซึ่งการถ่ายภาพใน Manual mode คุณภาพของภาพถ่ายนั้นดีกว่าภาพที่ถ่ายจาก auto mode หลายๆคนนั้นไม่เคยลองถ่ายใน Manual mode  แต่จะไปจบที่ Auto mode ซึ่งการใช้  Auto mode  นั้นเป็นการให้กล้องเลือกแสงเองอัตโนมัติ แนะนำให้เซตกล้องไปที่ Manual mode และเริ่มกันที่ข้อแรกกันเลย

1. เฟรมเรท (Frame rate)

ถ้าพูดในเรื่องของเฟรมเรทแล้ว หมายความว่า ใน 1 วินาทีจะมีภาพปรากฎอยู่ในเฟรมจำนวนกี่ภาพ ถ้าเราถ่าย 30 เฟรมในหนึ่งวินาที ภายในหนึ่งวินาทีนั้นจำนวนภาพ 30 ภาพ ให้มีความยาวเท่ากับหนึ่งวินาที เหตุผลที่เราควรทราบเรื่องนี้ก็เพราะว่าเวลาถ่ายเราต้องวางอัตราภาพให้เป๊ะนั่นเอง ปัจจุบันส่วนมากในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ถ่ายอัตรภาพอยู่ที่ 24 ต่อวินาที ซึ่งจะทำให้ภาพที่ออกมาดูสมจริงและดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด 

ในกรณีที่เราอยากจะลองถ่ายแบบ slow motion ไม่แนะนำให้ถ่ายในอัตรา 24 ต่อวินาที จะทำให้ภาพเบลอ ถ้าต้องการให้ภาพดูนุ่มนวลควรถ่ายใน อัตรา 60 ต่อวินาทีหรือ อัตรา 120 ต่อวินาที หลังจากนี้ให้จำไว้เลยว่า ถ้าถ่ายภาพเคลื่อนไหวปกติให้ถ่ายในอัตรา 24 ต่อวินาที สำหรับการถ่ายแบบ slow motion นั้นถ่ายอยู่ที่อัตรา 60 ต่อวินาที

2. ความไวแสง (ISO) 

เป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่จะช่วยให้ภาพสว่างมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ISO ด้วย การเซตค่า ISO เป็นการที่เราอนุญาติให้แสงนั้นเข้ามาในกล้องของเรา โดยอิงจากแสงจริงที่เรามีอยู่ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืน เช่น ปรับค่า ISO ในโทรศัพท์มือถือที่สามารถปรับขึ้นลงเพื่อเพิ่มความสว่างหรือลดความสว่างได้ ถ้าเป็นในกล้อง DSLR จะเป็นแถบบาร์ที่ปรากฎอยู่บน จอแสดงผล 

ความไวแสงนั้นจะใช้การวัดที่ต่างออกไปที่ไม่ใช่การนับแบบ 1-20 คือนับสเกลตั้งแต่  100, 125, 160, 200, 250 จนถึง 32000 หรือมากกว่านั้น ถ้าค่า ISO  ยิ่งมากก็จะทำให้ภาพสว่างมากขึ้น

ความไวแสง นั้นมีข้อจำกัดอยู่หนึ่งอย่างคือมันจะมี noise หรือ grains ปรากฎอยู่บนภาพ โดยพื้นฐานทั่วไปของ ISO  นั้นจะคุมเรื่องแสง แต่ถ้าเราอยากจะให้เห็น noise ก็พยายามคุม ISO  ให้ต่ำๆเข้าไว 

3. ความเร็วชัตเตอร์ (Shutter speed)

ความเร็วชัตเตอร์ของกล้องนั้น คือ  การที่เซ็นเซอร์ของกล้องนั้นเห็นภาพที่อยู่ตรงหน้าแล้วบันทึกลงบน SD Card เมื่อเวลาที่เรากดชัตเตอร์ ซึ่งตัวชัตเตอร์ทำหน้าที่เหมือนเปลือกตาคือเปิดปิดอยู่ตลอดเวลา เวลาที่ชัตเตอร์เปิดขึ้นเป็นการให้เซ็นเซอร์เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้า พอเมื่อชัตเตอร์ปิดลงคือการบ่งบอกว่าภาพได้ถูกถ่ายไว้แล้ว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความเร็วของชัตเตอร์ว่าจะเปิดปิดเร็วหรือช้า ที่จะส่งผลภาพสว่างหรือมืดขึ้นอยู่กับความเร็วชัตเตอร์อีกเช่นกัน อธิบายง่ายๆคือ ถ้าเราเซตค่าความเร็วชัตเตอร์ให้ช้าลง จะทำให้ภาพได้รับแสงเข้ามาเยอะ แต่ถ้าค่าความเร็วชัตเตอร์ของเรามีค่าตัวเลขสูงขึ้น คือชัตเตอร์ทำงานเร็วขึ้นจะทำให้แสงเข้ามาได้น้อยลง สำหรับภาพในเคลื่อนไหวก็ใข้หลักการเดียวกัน

 การปรับตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ ยังส่งผลต่อความคมชัดของภาพ ลองคิดตามเลยว่าถ้าเราถ่ายภาพขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ ถ้าเราเซตค่าความเร็วชัตเตอร์ไว้สูงจะทำให้จับภาพนิ่งของวัตถุได้ เหมือนเราหยุดรถได้ทั้งที่ความจริงรถยังเคลื่อนที่อยู่  ในขณะที่ถ้าเราใช้ค่าความเร็วชัตเตอร์ที่ต่ำ จะทำให้การจับภาพของรถที่วิ่งอยู่น้ันจะเห็นเป็นเส้นๆ จนไม่สามารถบอกได้ว่าวัตถุนั้นคืออะไร 

ซึ่งลักษณะการใช้ความเร็วชัตเตอร์มีจุดประสงค์ที่แตกต่างออกไป สำหรับงานถ่ายแต่ละประเภท ไม่ว่าเราจะถ่ายภาพออกมาให้เบลอหรือชัดนั้น ก็เป็นการสื่อสารของผู้ถ่ายต่อผู้ชมในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่ง ISO  จะส่งผลต่อความสว่างของภาพและยังส่งผลให้ภาพนั้นเกิด noise  ส่วนความเร็วชัตเตอร์ก็ส่งผลเรื่องความสว่างภาพเช่นเดียวกัน แต่ยังสามารถควบคุมเรื่องความคมชัดของภาพได้ 

4. รูรับแสง (Aperture)

ถ้าพูดถึงรูรับแสงแล้ว หลายๆ คนเรียกมันว่าเป็นลูกตาของกล้อง เพราะว่ามันทำหน้าที่น้ันจริงๆ ที่อยู่ภายในเลนส์ที่ใช้ รูรับแสงหรือ f stop ควบคุมการเปิดกว้างของเลนส์และแสงที่จะสามารถเข้าไปยังเลนส์ได้ ทำหน้าที่เหมือนรูม่านตาของคนเรา ถ้าเราไม่เปลี่ยนการตั้งค่าของความไวแสงหรือความเร็วชัตเตอร์ ก็สามารถปรับการตั้งค่าของรูรับแสงได้เลยว่าอยากให้แสงเข้ามากหรือน้อย 

รูรับแสงยังส่งผลต่อระยะชัดตื้น คือส่งผลความเบลอและความคมชัดของฉากหลัง ในขณะเดียวกันสิ่งที่อยู่ในโฟกัสจะแคบลง ตัวอย่างเช่น ถ้าเราถ่ายที่ f16  หมายความว่าตัวเลนส์เราจะแคบลง แสงจะเข้ามาได้น้อย

เมื่อเราถ่ายที่ f1.4 หมายความว่าตัวเลนส์จะถูกเปิดกว้าง แสงจะเข้ามาได้มากขึ้น ภาพจะสว่างมากๆ และฉากหลังจะเบลอ ซึ่งการเปิดหรือปิดรูรับแสงนั้นส่งผลต่อค่าของแสง การแก้ไขปัญหาตรงนี้คือให้เราปรับค่าความไวแสงตามความเหมาะสม เวลาที่เราปรับค่ารูรับแสงแล้วมันจะส่งผลให้ค่าของแสงทั้งหมดและยังทำให้ฉากหลังเบลอมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับรูรับแสงด้วย 

การทำงานของความไวแสง ความเร็วชัตเตอร์และ รูรับแสงนั้นทำหน้าที่ไปพร้อมๆหัน เราไม่สามารถเรียนรู้แค่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะสามสิ่งนี้ทำงานควบคู่กันไป เพื่อทำให้ภาพของเราได้แสงที่สวยสมบูรณ์ 

5. สมดุลของแสงสีขาว (White Balance)

มาถึงในข้อสำคัญข้อสุดท้ายข้อนี้เป็นข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง เป็นข้อที่เหล่ามือใหม่มักจะมองข้ามและไม่ค่อยให้ความสำคัญ ถึงแม้ว่าเราจะเซทค่าของแสงถูกต้องทั้งหมด แต่ลืมเปิดการใช้งาน White balance (WB) จะทำให้ภาพที่ออกดูแปลกตาไป

ความสมดุลของแสงสีขาวนั้นจะเป็นตัวบ่งบอกว่าสีขาวดูเป็นธรรมชาตินั้นเป็นอย่างไร ถ้าเราปิดการใช้งานของโหมดนี้ จะทำให้ภาพมีแสงออกส้มๆ ฟ้าๆ ในสถานการณ์แบบนี้การใช้โหมด WB นั้นเป็นตัวช่วยที่ดีเลยทีเดียว ซึ่งใน WB  มีฟังก์ชั่นให้เลือกตามสภาพแสงแตกต่างกันออกไป เช่น Daylight, Tungsten, Cloudy, Shade จนถึงการตั้งค่าอุณภูมิสีได้ด้วยตัวเอง

ในบางสถานการณ์เราคิดว่าสามารถใช้ Auto WB ได้ท่ีที่แสงสว่างมากพอ แต่ว่าผิดคาดเลย เพราะว่าการใช้งานแบบ Auto นั้น กล้องจะปรับแสงตามที่เห็นและจะเปลี่ยนสีไปมาขณะที่ถ่ายได้ เพราะฉะนั้นเราควรที่จะปรับค่าตรงนี้ด้วยตัวเราเอง เราเห็นแสงจริงขณะถ่ายด้วยตัวเราเอง จะทำให้ง่ายต่อการเลือกโหมดการใช้งานใน WB ได้ดีกว่าที่จะให้กล้องเป็นตัวตัดสินใจแทนเรา

Graphical representation of the Kelvin temperature scale

และยังมีอุปกรณ์เสริมในการช่วยหาสมดุลของแสงสีขาวคือ Grey card ที่สามารถวัดหาแสงสมดุลสีขาวได้ก่อนที่เราจะเริ่มถ่าย ถือว่าเป็นตัวช่วยเสริมที่น่าสนใจเหมือนกัน

จากทั้ง 5 ข้อด้านบนนี้เป็นวิธีการที่สามารถทำตามได้ แต่หลายครั้งมือใหม่มองข้ามส่วนนี้ไปบ้าง หลังจากอ่านบทความนี้ เราก็มีความรู้พื้นฐานเรื่องการใช้งานกล้องมากขึ้นและอยากให้ฝึกฝนพื้นฐานที่สามารถทำตามง่ายๆเหล่านี้ไว้ เพื่อการถ่ายภาพและการทำงานวิดีโอของเราจะพัฒนาไปอีกขั้น 

พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแลกเปลี่ยนประสบการณ์การถ่ายภาพได้ที่ PHOTOSCHOOLTHAILAND

รวมไอเดียท่าโพสเอาไว้โพสตามสวย ๆ ได้เลย

Start typing and press Enter to search