GoPro hero 7 black กับ DJI OSMO Action รุ่นไหนดีกว่า เปรียบเทียบแล้ว รุ่นไหนคุ้มที่สุด และก็มาถึงการเปรียบเทียบรายละเอียดและคุณสมบัติของกล้อง Action Camera เจ้าตลาดอย่าง GoPro Hero 7 Black ที่เป็นรุ่นล่าสุดของตลาด กับกล้องน้องใหม่สุดคือ DJI OSMO Action จากผู้ผลิตกล้องและอุปกรณ์ในงานวีดีโอระดับมืออาชีพ

GoPro hero 7 black กับ DJI OSMO Action

ซึ่งประเด็นการเปรียบเทียบนี้เพื่อที่จะใช้ตัดสินใจซื้อ ไม่ว่ารุ่นใดก็รุ่นหนึ่ง เพราะทั้งสองรุ่นนี้ก็ไม่ได้ต่างกันแบบทิ้งห่างกันมากนัก แต่ด้วยที่รุ่นใหม่ต้องเรียกกระแสและความสนใจของตลาด รวมถึงความเป็นรุ่นใหม่ ก็ต้องให้สเปคและความสามารถหลาย ๆ อย่างที่ดีพอจนเรียกความสนใจได้ ก็เลยมาเป็นประเด็นของการเปรียบเทียบครับ

GoPro hero 7 black กับ DJI OSMO Action

ดังนั้นเรามาเปรียบเทียบกันทีละประเด็นไปเลยดีกว่าว่า Gopro hero 7 black กับ DJI OSMO Action รุ่นไหนดีกว่า เปรียบเทียบแล้ว รุ่นไหนคุ้มที่สุด

1. ขนาดของเซ็นเซอร์ DJI OSMO Action vs GoPro Hero 7 รุ่นไหนใหญ่ที่สุด

สิ่งที่หลายคนตั้งคำถามคือขนาดของเซ็นเซอร์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่กำหนดว่ากล้องใครจะมีศักยภาพเหนือกว่ากัน Sensor Size จะมีผลตรงนี้มาก ซึ่ง GoPro Hero 7 Black และ DJI OSMO Action ต้องบอกว่ามีขนาด “เท่ากัน” คือ 1/2.3 นิ้ว ทำให้ทางด้านกายภาพของเซ็นเซอร์ ไม่มีความต่างกันจ้า ซึ่งต้องไปวัดกันอีกทีว่าชุดคำสั่ง หรือซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของแบรนด์ไหน สามารถที่จะรีดศักยภาพออกมาได้ดีสุด แต่โดยพื้นฐานสำหรับหัวข้อนี้แล้วคือ ทำได้เก่งเท่ากัน

GoPro hero 7 black กับ DJI OSMO Action

สรุป ขนาดเซ็นเซอร์เท่ากัน ไม่มีใครแพ้ชนะ

2. ความละเอียดของวีดีโอสูงสุดระหว่าง GoPro Hero 7 และ DJI OSMO Action ใครเซ็ตได้ดีคุณภาพที่ละเอียดที่สุด

ประเด็นต่อมาคือเรื่องของความละเอียดไฟล์ว่าใครสามารถที่ตั้งค่าได้ดีกว่ากัน ในข้อนี้ถ้าหากดูจากประสิทธิภาพของเซ็นเซอร์ และข้อมูลด้าน Official ต้องสรุปได้ว่า ทั้งสองอย่างทำออกมาได้เท่ากันเหมือนกัน​ ซึ่งก็คือความสามารถในการถ่าย 4K ที่ความละเอียด 60 เฟรมต่อวินาทีเหมือนกัน

GoPro hero 7 black กับ DJI OSMO Action

สรุป ความละเอียดของวีดีโอในคุณภาพสูงสุดมีขนาดเท่ากันคือ 4K 60fps

3. คุณภาพของภาพนิ่ง (Image Quality) ระหว่าง DJI OSMO Action และ GoPro Hero 7 Black แตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน

ต้องบอกกันก่อนว่า GoPro Hero 7 Black  และกล้อง DJI OSMO Action ตัวล่าสุดนี้ก็เบียดกันสุด ๆ ทั้งสองรุ่นนี้สามารถที่จะถ่ายภาพบนความละเอียด 12MP เท่ากันทั้งคู่ และทั้งสอนรุ่นนี้ก็ยังได้รองรับ RAW File เหมือนกันอีกด้วย ทำให้กล้องทั้งสองตัวนี้ไม่ได้ทิ้งห่างอะไรกันอีกแล้ว

GoPro hero 7 black กับ DJI OSMO Action

สรุป ความละเอียดของภาพนิ่งนั้นเท่ากันคือ 12 ล้านพิกเซล และรองรับการถ่ายภาพเป็น RAW File สามารถนำภาพไปตกแต่งได้ตามใจเลยจ้า

4. ความสามารถในการถ่ายวีดีโอแบบ Dynamic Range สูง หรือ HDR เพื่อใช้ในการ Grading ให้ได้รายละเอียดที่ดียิ่งขึ้น

จุดนี้เรียกได้ว่าเป็นจุดขายของ ​DJI OSMO Action เลย เพราะเขาทำได้คนเดียวในตลาดนี้ ส่วนกล้อง GoPro Hero 7 Black ทำแบบนี้ไม่ได้ครับ

ซึ่งในความละเอียด 4K 30fps เนี่ย DJI OSMO Action จะสามารถเซ็ตค่าเป็นโหมด 4K HDR ได้ และเป็นการถ่ายวีดีโอที่นิยมใช้เซ็ตติ้งนี้มากครับ ส่วนใหญ่เราถ่าย Footage หลักก็ 30p นั่นเอง  ทำให้คนที่ถ่ายวีดีโอนำไฟล์ไปทำต่อ สามารถที่จะได้รายละเอียดมากขึ้นนั่นเอง

สรุป DJI OSMO Action เป็นรุ่นเดียวที่สามารถตั้งค่าวีดีโอแบบ HDR ได้ ทำให้ได้วีดีโอที่มีรายละเอียดสูงกว่า GoPro Hero 7 Black นั่นเอง

5. มุมมองรับภาพ FOV ของใครกว้างที่สุด

ในเรื่องของมุมมองรับภาพเนี่ย ต้องเรียกว่าต่างคนต่างชิงดีชิงเด่นกันพอสมควร เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าทำไม แต่ให้สรุปทีละประเด็นก่อน

มุมมองรับภาพของ GoPro Hero 7 Black จะกว้างที่สุดที่ 170 องศา ซึ่งจะเป็นมุมกว้างสุดที่รับได้แบบขอบโค้ง แต่จะมีมุม Wide และ Linear ซึ่งจะใช้การรับภาพของเซ็นเซอร์ให้ได้มุมภาพที่แคบลง แก้ปัญหาเรื่องมุมโค้งครับจะทำให้ได้มุมกล้อง 3 แบบคือ Superview, Wide, Linear นั่นเอง

มุมมองรับภาพของ DJI OSMO Action จะรับภาพได้แค่ 145 องศา เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่า GoPro Hero 7 Black แต่สิ่งที่เขาออกแบบมาคือ DJI OSMO Action เลือกที่จะใช้เลนส์ Wide ซึ่งมีการออกแบบให้ได้ภาพแบบไม่เกิดขอบโค้ง และได้มุมที่กว้าง ใช้รายละเอียดของพื้นที่เซ็นเซอร์ในมุมมองแบบนี้ได้ดีกว่า

ซึ่งอันนี้คำตอบคือ ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าใครจะดีกว่า เพราะ GoPro Hero 7 Black เรียกได้ว่ากว้างสุดให้มุมมองที่หลากหลาย เลือกได้ 3 แบบ คือ Superview, Wide, Linear แต่ถ้าเป็น DJI OSMO Action จะได้มุมกว้างน้อยกว่า แต่ได้รายละเอียดที่เต็มประสิทธิภาพกว่า

สรุป ถ้านับมุมกว้างสุด GoPro Hero 7 Black ทำได้ดีกว่า มุมกล้องเยอะกว่า แต่ DJI OSMO Action ได้มุมกว้างและไม่มีปัญหาเรื่องของโค้งเยอะ ๆ อันนี้ลองเลือกใช้กันดูครับ

6. ระบบกันสั่น Stabilizer ในตัวกล้อง ของใครทำได้ดีกว่า

ในเรื่องของระบบกันสั่นของกล้องทั้งสองตัวนี้ ผลลัพธ์ที่ได้คือ กันสั่นของ DJI OSMO Action ทำออกมาได้ดีกว่า นิ่งกว่า ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องปรับตัว  หรือต้องระมัดระวังในการเดิน วิ่ง อะไรให้วุ่นวาย ซึ่งเชิงเทคนิคในการประมวลผลจะเป็นกันสั่นระบบ Electronic เรียกชื่อต่างกัน ในส่วนของ GoPro Hero 7 Black จะเรียกว่า HyperSmooth ส่วน DJI OSMO Action จะเรียกว่า RockSteady นั่นเอง

สรุป กันสั่นของ DJI OSMO Action สามารถที่จะทำงานได้ดีกว่า GoPro Hero 7 Black ครับ

7. หน้าจอการแสดงผล

ในส่วนของหน้าจอแสดงผล ต้องบอกว่าค่อนข้างชัดเจนที่จะยกให้ผู้ชนะคือ DJI OSMO Action เพราะก่อนที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกมาคงมองถึงความต้องการผู้ใช้ในกลุ่ม ​Action Camera อยู่แล้ว สิ่งที่ DJI OSMO Action ทำออกมาได้ชัดเจนคือ จอด้านหน้าไม่ใช่แค่บอกสถานะเหมือน GoPro Hero 7 Black

แต่ใช้ในการ Monitor ตัวเราได้ด้วย ช่วยให้คนที่ถ่าย Vlog นั้น สามารถที่จะจัดเฟรมก่อนถ่ายวีดีโอได้ทันที ง่าย เอาแค่มุมเอียง ตรงไม่ตรง หน้าจอนี้ก็สามารถจัดการได้จบแล้ว ต่างจากที่ GoPro Hero 7 Black ใช้ส่วนนี้แค่แจ้งสถานะแค่นั้นเอง และจอด้านหน้าของ DJI OSMO Action ยังมีขนาด 1.4 นิ้ว ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในตลาดกล้อง Action แล้ว แถมใช้งานได้จริง ๆ จัง ๆ ด้วย

ในส่วนของหน้าจอด้านหลัง DJI OSMO Action ก็มีขนาดใหญ่กว่า คือ GoPro Hero 7 Black มีขนาด 2 นิ้ว ส่วน DJI OSMO Action ให้ขนาดมา 2.25 นิ้ว ทำให้มองเห็นรายละเอียดได้มากกว่านั่นเอง

สรุป DJI OSMO Action โดดเด่นในเรื่องนี้มากกว่า ทั้งจอด้านหน้าที่เป็นจอสี ใช้งานได้จริง คือใช้ Monitor ตัวเราเองเวลาถ่ายวีดีโอ Vlog, Selfie ได้ แล้วก็จอด้านหลังที่มีขนาดใหญ่กว่า

8. Slow Motion ในการถ่าย Footage ช้า ๆ ให้ออกมาได้สวย ๆ

ในด้านการถ่ายวีดีโอแบบ Slow Motion นั้น ทั้ง DJI OSMO Action และ GoPro Hero 7 Black สามารถที่จะถ่ายวีดีโอ Slow Motion ได้ 8 เท่า สามารถที่จะดึงความนุ่มนวลของการถ่ายวีดีโอออกมาได้ดีครับ

สรุป Slow Motion ทำสองจุดนี้ได้เท่า ๆ กัน ไม่มีอะไรเด่นกว่าใครนะ

9. Unique Mode ในการถ่ายภาพนิ่งและวีดีโอ

Unique Mode คือโหมดที่กล้องแต่ละตัวใส่ความเฉพาะมาให้ ผมจะขอแจงรายละเอียดให้ทีละอย่างเลยครับ

GoPro Hero 7 Black

  • SuperPhoto สามารถที่จะถ่ายภาพนิ่งได้สีสันที่สวย รายละเอียดดีกว่าการถ่ายภาพนิ่งแบบปกติทั่วไป
  • Live สามารถที่จะสั่ง Live จากกล้อง GoPro Hero 7 Black ได้
  • TimeLapse ถ่ายวีดีโอแบบเร่งเวลาได้
  • TimeWarp ถ่ายวีดีโอแบบเร่งเวลา แต่ว่าเดินไปมาได้เหมือน Hyperlapse ได้วีดีโอที่สวยตื่นเต้นอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นจุดเด่นของรุ่นนี้ที่ทำได้ดี
  • NightLapse ถ่ายภาพ Timelapse แบบตอนกลางคืนได้
  • QuickCapture สามารถที่จะถ่ายวีดีโอได้ทันทีแม้ไม่ได้เปิดเครื่อง
  • VoiceControl ระบบสั่งงานด้วยเสียงสำหรับถ่ายภาพนิ่งหรือวีดีโอ

DJI OSMO Action

  • ถ่ายวีดีโอ 4K HDR ได้ โหมดพิเศษที่ทำให้ได้ Footage ความละเอียดสูง
  • Custom Exposure Setting สามารถที่จะเลือก Shutter Speed ในการถ่ายภาพนิ่งนาน ๆ ได้ ตรงนี้ทำให้การถ่ายภาพกลางคืนได้ปริมาณแสงที่ดีกว่า แล้วก็ถ่ายภาพกลางคืน พวกดาว หรือ Long Exposure ได้
  • TimeLapse สามารถที่จะถ่ายวีดีโอแบบเร่งเวลาได้ อันนี้เป็นจุดเด่นหนึ่งที่ทำให้ได้ Footage สวย ๆ
  • TimeShooting Mode เหมือนกับการถ่ายภาพแบบ Interval และสามารถที่จะถ่ายต่อเนื่องแบบ RAW File ซึ่งการถ่ายภาพนิ่งด้วยโหมดแบบนี้มีความสามารถเหมือนกล้อง Mirrorless, DSLR ช่วยให้การนำข้อมูลไปตกแต่งต่อ หรือโปรเซสเพื่อใช้งานอื่น ๆ จบที่กล้องตัวนี้ได้ด้วย
  • QuickShot สามารถที่จะถ่ายวีดีโอได้ทันทีแม้ไม่ได้เปิดเครื่อง เหมาะกับการถ่ายวีดีโอในสถานการณ์ที่เร่งด่วน หรือเกิดเหตุการที่ไม่คาดคิดขึ้น ตรงนี้จะได้ใช้บ่อยเมื่อเดินทางท่องเที่ยว, ต้องการ Vlog ในจังหวะที่ไม่ตั้งตัว โหมดนี้เวิร์ค
  • Snapshot จะเหมือน QuickShot แต่เป็นภาพนิ่ง ช่วยให้ได้ภาพเหมือนกันระหว่างที่ไม่ได้เปิดเครื่อง เราก็สามารถกดถ่ายได้เลย
  • VoiceControl ระบบสั่งงานด้วยเสียง ทำให้ DJI OSMO Action ถ่ายภาพหรือวีดีโอได้

สรุป ถ้ามองตามความสามารถจะเฉือนกันอยู่เล็กน้อย สำหรับคนที่ถ่าย Hyperlapse หรือ Timewarp สามารถที่จะทำได้แค่ในกล้อง GoPro Hero 7 Black เท่านั้น แต่ทางด้านของ DJI OSMO Action มี 4K 30fps สำหรับ Dynamic Range ที่เยอะกว่า มีโหมดถ่ายภาพที่ถ่าย Long Exposure ได้ แล้วก็ถ่าย Interval แบบได้ RAW File ทำให้ตรงนี้ผู้ใช้ต้องเลือกเองครับ ว่าตัวไหนตอบโจทย์มากกว่ากัน

10. Water Proof ความสามารถในการดำน้ำ

สำหรับการดำน้ำต้องบอกว่าแอบเฉือนกันนิดหน่อยอีกแล้ว เรื่องของความลึกที่ GoPro Hero 7 Black จะทำได้ที่ 10 เมตร แต่ DJI OSMO Action ออกแบบมาให้ลงลึกได้ที่ 11 เมตร แต่ถ้ามองการออกแบบดี ๆ จะเห็นว่าส่วนของแบตเตอรี่เวลาใส่ใน DJI OSMO Action คิดมาเยอะกว่า คือไม่ใช่แบบเปิดฝากล้อง เป็นแบบ Push ลงไป ถ้า GoPro Hero 7 Black จะเป็นแบบฝาปิด ความต่างจะอยู่ตรงนี้ครับ

ถ้าเจอน้ำทะเลหรือน้ำที่มีทราย เศษดินอยู่ ส่วนที่เป็นฝาปิดแบบพับจะค่อนข้างเจอปัญหาทรายเข้าไปติดใส่ส่วนยิบย่อยที่เป็นฝาพับ ทำให้ฝาพับฝืด หรือปิดลำบาก ปิดแล้วทรายเข้าไปอัดตามจุดเล็ก ๆ ซึ่ง DJI OSMO Action จะสะดวกกว่าในส่วนตรงนี้บ้าง ถ้าใครเจอทะเล ตรงนี้จะสบายใจได้มากกว่า

สรุป ในการดำน้ำ DJI OSMO Action ดำได้ลึกกว่า แล้วก็ไม่มีฝาปิดตรงแบตเตอรี่ทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องของทรายที่จะเข้าไปอัดตรงฝาพับครับ

11. แบตเตอรี่ในการใช้งาน (Battery)

แบตเตอรี่ของทั้ง DJI OSMO Action และ GoPro Hero 7 Black สามารถถอดออกมาจากตัวกล้องได้ทั้งคู่
แต่เมื่อพูดถึง ประสิทธฺภาพการทำงานเเล้ว Osmo Action มาเหนือ GoPro HERO7 คืออายุการใช้งานแบตเตอรี่นั่นเองทั้งยังทำงานได้ดีที่อุณหภูมิต่ำถึง -10 องศาเซลเซียส โดยที่แบตเตอรี่ของ DJI OSMO Action จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย แต่กล้องทำงานได้ดีกว่าในเรื่องการจัดการพลังงานและมีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่ามาก ใช้ได้ ต่อเนื่อง 1 – 2 ชั่วโมง ในขณะที่ GoPro Hero 7 Black ถ่ายต่อเนี่อง ได้ 1- 1.5 ชั่วโมง

สรุป เเบตเตอรี่ของ DJI OSMO Action อยู่ได้นานกว่า ถ่ายต่อเนื่องได้นานกว่า

12. Price ราคานำหน่ายอย่างเป็นทางการ

ราคาก็เป็นตัวชี้วัดของหลายคนในการตัดสนใจซื้อว่า จะคุ้มหรือไม่คุ้มกับค่าเงิน โดยในตลาดตอนนี้ DJI OSMO Action ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 12,500 บาท เเละ GoPro Hero 7 Black ราคาอยู่ที่ 14,500 บาท

 สรุป DJI OSMO Action ราคาคุ้มค่ากว่า GoPro Hero 7 Black 2,000 บาท

ราคาพร้อมจำหน่าย 12,000 บาท ประกันศูนย์ สามารถซื้อได้ที่ร้าน lnwgadget นะครับ ใครอยากได้ก็ลองติดต่อร้านนี้ดู เจ้าของร้านนิสัยน่ารักครับคอนเฟิร์ม เพราะว่าทางร้านคอยให้ข้อมูลทั้งก่อนและหลังการขายกับลูกค้าเลย ส่วนตัวรู้จักกันเพราะพี่เขาคอยให้ข้อมูลเรื่องอุปกรณ์ต่าง ๆ ตลอดที่ผมทำคอนเทนต์สอนครับ แนะนำถามเขาได้เลย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถ่ายภาพด้วย FLASHและการถ่ายภาพ PORTRAIT สำหรับมือใหม่

Leave a Reply