คุณสมบัติ

  • เซ็นเซอร์ Full Frame CMOS 47ล้านพิกเซล
  • ขยาย ISO ค่าความไวแสงได้สูงสุด 51,200
  • ระบบกันสั่น Dual IS รองรับได้ถึง 5.5 stop
  • โหมด High Res ถ่ายรูปได้ที่ความละเอียดสูงถึง 187 ล้านพิกเซล!!!
  • โหมด 6K Photo ถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด 30 เฟรมภาพต่อวินาที และเลือกเซฟรูปที่ชอบได้
  • โหมด Hybrid Log Gamma
  • โฟกัสไวและแม่นยำด้วย เทคโนโลยี DFD และ AI
  • ถ่ายภาพต่อเนื่องสูงสุด 6 เฟรมภาพต่อวินาทีเมื่อใช้ continuous AF
  • ช่องมองภาพความละเอียดสูงที่สุด 5.76 ล้านจุด
  • จอ LCD ทัชสกรีนความละเอียด 2.1ล้านจุด
  • บันทึกวิดีโอ UHD 4K/60p
  • ช่องใส่เมมโมรีการ์ดสองช่อง XQD และ SD
  • มี Weather Seal
  • ถ่ายรูปได้ 360 รูปผ่านจอ LCD
  • รองรับการชารจ USB charging ชารจ์ผ่านพาวเวอร์แบงค์ได้

ความคงทนแข็งร่างของตัวเครื่อง/ดีไซน์ (Body/Design )

ตัวกล้องเป็นแบบแม็กนีเซียมอัลลอยด์มีความทนทานสูง พร้อมการซีลที่ช่วยปกป้องทุกชิ้นส่วนไม่ว่ารอยต่อ ปุ่มหมุนหรือปุ่มกดต่าง ๆ กล้องทั้งตัวมีคุณสมบัติป้องกันฝุ่นและละอองน้ำและได้รับการออกแบบมาสำหรับการใช้งานในอุณหภูมิที่ต่ำได้ถึง -10 °C ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถถ่ายภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพและสนุกไปกับทุกสภาพอากาศ


สำหรับรุ่น S1R กับ S1 มีความโดดเด่นจากดีไซน์ภายนอก ซึ่งแตกต่างกันเพียงแค่ชื่อรุ่นเท่านั้น กล้องแต่ละรุ่นจะมีเมมโมรี่การ์ดคู่ XQD และ SD ใช้ระบบจอภาพ LCD ทัชสกรีนมีมุมเอียงได้ 3-axis, ขนาดของกริปจับที่เพอร์เฟกต์, ปุ่มกด และช่องมองภาพอิเลคทรอนิก (EVF) นอกจากนี้ความทดทานของชัตเตอร์สูงมาก (400,000 ครั้ง), ทนทานต่อสภาพอากาศแบบ 100 เปอร์เซ็นต์


ขณะเดียวกับ Panasonic S1R เป็นกล้องที่มีรูปทรงใหญ่ และใช้เลนส์ใหญ่ขนาด 50mm f/1.4 ส่วนน้ำหนักเกือบ 900 กรัม และขนาด 148.9 x 110.0 x 96.7mm. นอกจากนี้ Panasonic S1R ให้ความรู้สึกที่เหมือนกับ DSLR มากกว่ากล้อง Mirrorless แบบเดิมๆ ส่วน Panasonic มีระบบฟูลเฟรมที่ใหญ่กว่า Sony กับ Nikon และเท่ากับ Canon เมื่อพิจารณารวมทั้งตัวบอดี้ และเลนส์


Lumix S1R ให้ความรู้สึกแบบความเป็นมืออาชีพมากกว่ากล้องแบบ Mirrorless อื่นๆ ในส่วนของ Intuitive Body Design มีการควบคุมการถ่ายภาพแบบกลุ่มโดยใช้เพียงแค่นิ้วโป้งกดเท่านั้น สำหรับขนาดของปุ่มและรูปทรงที่แตกต่างสามารถสัมผัสเพื่อใช้งานได้ง่าย ขณะที่กริปก็ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ

เซนเซอร์/การทำงาน/เมาท์ (Sensor / Performance/ Mount)

เซ็นเซอร์ (Sensor ) CMOS 47.3MP ใหม่ ให้รายละเอียดที่สมจริงอย่างน่าทึ่ง ระบบโฟกัสและระบบกันสั่นของภาพที่ช่วยจับภาพทุกจังหวะได้อย่างคมชัด การออกแบบตัวกล้องที่ช่วยให้ช่างภาพได้ภาพตามความตั้งใจ ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้และอื่นๆอีกมากมาย กล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมนี้จะพาคุณไปสู่โลกแห่งการสร้างสรรค์ภาพอันน่าหลงใหล


ในส่วนของการทำงาน (Performance) ของรุ่น S1R แบบฟูลเฟรมมีเซ็นเซอร์ CMOS โดย DxOMark ให้คะแนนเต็ม 100 ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมสำหรับตัวเซ็นเซอร์ ขณะเดียวกันจุดแข็งของตัวนี้ก็การให้สีที่คมชัดประมาณ 26.4 bits สำหรับ Sub-Score มีตัวเซ็นเซอร์ที่อยู่ในระดับสูง


ด้าน S1R มีช่วงการรับแสงที่กว้าง (Dynamic Range) ที่ดีเยี่ยม แม้จะค่อนข้างต่ำกว่าค่ายคู่แข่งในระดับคลาสเดียวกัน แต่ 14.7–8EV ถือว่าให้ความกว้างที่เยอะมาก แม้ว่า High Pixel Count ของรุ่น S1R จะให้สีที่คมชัดมากๆ พร้อมกับช่องการรับแสงที่กว้าง (โดยเฉพาะความไวแสง ISO ที่สูงมาก) เหมาะกับการถ่ายภาพกีฬา (ความไว้แสงต่ำ) ส่วน High Pixel Count มีความไวต่อสี พร้อมกับช่วงการรับแสงที่กว้างทีดีเยี่ยมโดยเฉพาะการมีความไวแสงต่ำ สำหรับ Panasonic Lumix DC-S1R ได้ให้สิ่งเหล่านี้เต็มที่และสามารถใช้ในงานหลายแบบทั้งในสตูดิโอ, สถาปัตยกรรม และการถ่ายภาพทัศนียภาพ รวมทั้งการถ่ายภาพคน


ด้าน เมาท์ (Mount) Panasonic เป็นกล้องฟูลเฟรมแบบ Mirrorless เจ้าแรก ทั้งรุ่น Lumix S1 กับ S1R มีการใช้ตัวเมาท์ที่แตกต่างกับกล้อง Panasonic รุ่นอื่นๆ อย่างไรก็ตามผู้ใช้ก็ไม่เคยใช้เมาท์แบบใหม่เหมือนกับที่เคยใช้เมาท์ในกล้อง Leica สำหรับ Mount Lens ได้เปลี่ยนใหม่เป็น L-Mount ซึ่ง เมาท์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง 3 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Panasonic , Leica และ Sigma ที่พร้อมจะ R&D เลนส์ต่างๆให้ออกมาใช้งานบน L-Mount ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


แม้ว่าในช่วงแรก Panasonic Lumix S1R เปิดตัวมาพร้อมกับเลนส์อีก 3 รุ่น และ เลนส์จาก Leica ที่ถูกใช้งานบนกล้อง Leica SL ก่อนหน้านี้นั่นเอง รวมถึง Roadmap ของระบบเลนส์ L-Mount ที่มีการแพลนล่วงหน้าไว้แล้วนั่นเองครับ

ระบบป้องกันภาพสั่น (Stabilization)

ระบบกันภาพสั่น (Image Stabilization) เป็นเลนส์ที่มีระบบกันสร้างมีมานานแล้ว โดย Panasonic ได้เปิดตัวระบบกันภาพสั่นที่อยู่ภายในตัวบอดี้พร้อมกับ GX8, มีการสร้างระบบกันสั่นแบบคู่ Dual I.S. ที่อยู่ในตัวเลนส์กันภาพสั่นซึ่งทำงานร่วมกับตัวเซ็นเซอร์-ชิฟกันสั่น
หลังจากนั้นก็มีการใช้ระบบ Dual I.S. และระบบ Dual I.S. 2 ที่สร้างขึ้นมาในกล้องแบบ Micro Four Thirds ที่มีขนาดเซ็นเซอร์ของกล้องอยู่ที่ 4:3 พร้อมกับรุ่น S1R โดย Panasonic ได้นำเทคโนโลยี Dual I.S. มาใช้ในกล้องฟูลเฟรมด้วย

ปัจจุบัน Panasonic จะใช้ระบบกันสั่น Dual I.S. ซึ่งเป็นเจ้าแรกของโลกสำหรับกล้องดิจิตอลแบบฟูลเฟรมที่สลับเลนส์ได้ แต่สำหรับในตัว Sony จะมีระบบกันสั่น SteadyShot ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ชิปในบางครั้ง โดยจะเริ่มด้วย A7 II ซึ่งสามารถทำงานร่วมกันกับระบบกันสั่นแบบเลนส์อี-เมาท์ (E-mount) แต่เมื่ออยู่ในกล้องฟูลเฟรมร่วมกับ Panasonic ที่มีเทคโนโลยีกันสั่น Dual I.S. ซึ่งมีในรุ่น S1R และ S1


สำหรับ Panasonic S1R มีระบบกันสั่นที่น่าประทับใจมากๆ โดยดีไซน์ขาตั้งกล้องกันสั่นที่ไม่ใช่มีแค่ในเซ็นเซอร์ที่มีไว้สำหรับตรวจจับลักษณะการหมุนของสมาร์ทโฟน (Gyro Sensor) แต่ข้อมูลมีทั้งเซ็นเซอร์รูปภาพ ( image sensor) และเซ็นเซอร์วัดความเร่ง (Accelerometer) ขณะที่ระบบ IS ในตัวกล้องเป็นแบบ 5-axis โดยสามารถกันสั่นได้สูงถึง 5.5 stops

บันทึกวีดิโอ (Movie recording)

สำหรับรุ่น S1R ยังคงให้ความเป็นกล้องสำหรับช่างภาพมากกว่านักถ่ายวีดิโอ แต่อย่างไรก็ตามกล้องรุ่นนี้ก็มอบออปชั่นพิเศษเพื่อใช้ในการถ่ายวีดิโอ สำหรับมือใหม่ซึ่งก็รวมทั้งรุ่น S1 และ S1R จะให้ระบบการถ่ายวิดีโอแบบ 4K UHD ด้วยความเร็ว 60 frames ต่อวินาที

ทำให้กล้องรุ่นนี้เป็นกล้องฟูลแรกแบบ DSLM เจ้าแรกของโลกที่มาพร้อมกับระบบวีดิโอ 4Kp60 นอกจากนี้ Panasonic ยังเป็นเจ้าแรกที่นำวีดิโอ 4K กับระบบ DSLM (ในรุ่น GH4) มาไว้รวมกัน ที่สำคัญยังเป็นเจ้าแรกที่ใช้ระบบ DSLM ร่วมกับความเร็วระดับ 4Kp60 (ในรุ่น GH5) ด้วยออปชั่นขนาดนี้จึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ได้เห็นการพัฒนาของกล้องฟูลเฟรมแบบ Mirrorless จริง ๆ


การเพิ่มออปชั่น 4Kp60 ถ่ายวีดิโอแบบ UHD สามารถบันทึกด้วยระบบ 30p และ 24p (รวมทั้งระบบ 50p และ 25p) และถ่ายภาพให้ความคมชัดสูง 150Mbps แม้ว่าเซ็นเซอร์จะใหญ่และ Native Resolution สูง ทำให้กล้องรุ่น S1R สามารถบันทึกได้ถึง 4K และบันทึกต่อเนื่องประมาณ 15 นาที และ 10 นาทีสำหรับการใช้ระบบไฮสปีด


สำหรับกล้องรุ่นนี้เป็นวีดิโอแบบ Full HD และมีออปชั่นการบันทึกภาพไฮสปีดระดับ 180fps โดยวีดิโอแบบ Full HD ในรุ่น S1R พร้อมกับการบันทึก 28Mbps สำหรับออปชั่นนี้เป็นการอัพเกรดขึ้นจากรุ่น S1 โดยเวลาในการบันทึกสำหรับ Full HD เป็นแบบไม่จำกัด พร้อมกับระบบฟอร์แมตแบบ MP4 และ AVCHD อย่างไรก็ตามโหมดระบบไฮสปีดมีข้อจำกัดอยู่ที่การบันทึกแบบต่อเนื่องได้ประมาณแค่ 10 นาทีเท่านั้น


ในส่วนของโหมด Lumix Micro Four Thirdsในตัว S1R มีระบบฟีเจอร์วีดิโอ Cinema-Focused รวมทั้งระบบโฟโต้สไตล์แบบ Cinelike D, Cinelike V and Like709 ขณะที่ภาพที่ออกมาด้วยระบบ HDMI มีความชัดเจน รวมทั้งมีพอร์ทสำหรับ Type-A HDMI พร้อมกับแจ็คเสียบขนาด 3.5mm , แจ็คเฮดโฟน และออปชั่นรองรับอุปกรณ์เสริมอย่างไมโคโฟน XLR

โฟกัส (Focusing)

ระบบ Focus แบบ Contrast Detection หากจะพูดถึงเรื่องระบบ Focus ของ กล้อง Mirrorless จากค่าย Panasonic นั้น เชื่อว่าเพื่อนๆน่าจะนึกถึงการ Focus ที่รวดเร็ว ว่องไวของกล้อง Mirrorless ในระบบ Micro Fourthirds แต่ทั้งนี้แม้ว่า Panasonic Lumix S1 และ Panasonic Lumix S1R จะเป็น Lineup ใหม่ก็ตามที่ แต่ยังคงใช้ระบบ Focus แบบเดิม คือ Contrast Detection เพียงอย่างเดียวเท่านั้นครับ ซึ่งถ้าหากพิจารณากล้อง Mirrorless Fullframe ด้วยกัน ค่ายอื่นๆจะใช้ระบบ Focus แบบ Hybrid ที่ผสานการร่วมมือระหว่าง Contrast Detection และ Phase Detection เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ควาแม่นยำที่สูงกว่าการใช้ Contrast Detection เพียงอย่างเดียวนั่นเอง


ทั้งนี้แม้ว่า Panasonic Lumix S1 และ Panasonic Lumix S1R จะใช้ระบบ Focus แบบ Contrast Detection เพียงอย่างเดียว แต่ทาง Panasonic เองก็มี Feature เฉพาะค่ายอย่างระบบ DFD Focus ( Depth From Defocus ) ที่ถูกนำมาใช้งานบนกล้อง Mirrorless Fullframe เฉกเช่นเดียวกับกล้องในระบบ Micro Fourthirds โดย Feature จะเข้ามาช่วยคำนวณจุด Focus ที่กระจายอยู่รอบๆทั้งหมด 225 จุดด้วยกัน ซึ่งสามารถทำความไว Focus ได้สูงสุดที่ 0.07 sec.

นอกเหนือจาก Feature DFD Focus แล้ว เจ้า Panasonic Lumix S1 และ Panasonic Lumix S1R ยังมาพร้อมกับปัญญาประดิษฐ์ หรือ ระบบ Ai นั่นเองครับ โดยระบบ Ai ดังกล่าวทาง Panasonic ได้นำมาประยุกต์ใช้กับการเลือกรูปแบบ Focus ครับ โดย Ai สามารถวิเคราะห์สิ่งที่กล้องเห็นภายในเฟรม อาทิเช่น หากถ่าย Portrait รูปแบบ Focus Ai จะทำการเลือกกรอบ Focus แบบคลุมทั้งร่างของแบบให้ทันที หรือ ถ้าในเฟรมเห็นเป็นสัตว์ ก็จะเลือกกรอบ Focus แบบสัตว์ให้ทันทีนั่นเองครับ ซึ่งถือว่าเป็นอีก Feature ที่น่าจับตามอง เพราะ กล้อง Mirrorless Fullframe ในปัจจุบันยังไม่มีค่ายใดที่บรรจุ Feature นี้

การถ่ายภาพต่อเนื่อง (Continuous shooting)

สำหรับเซ็นเซอร์ของ Panasonic Lumix S1R มาพร้อมกับกระบวนการแบบใหม่ Venus Engine แม้ว่าจะมี Higher Resolution ของกล้องรุ่น S1R แต่รุ่นนี้สามารถถ่ายภาพแบบต่อเนื่องได้ในอัตราสูงสุดเหมือนกับรุ่น S1 นั่นทำให้มีระบบออโต้โฟกันอยู่ที่ 6fps และ 9fps ในโหมด AF อย่างไรก็ตามโหมดถ่ายรัวลึก (burst depth) มีข้อจำกัดอยู่ที่การถ่ายภาพมากกว่า 40 ภาพ ถ้าคุณถ่ายในไฟล์ดิบ ( Raw) จะถ่ายได้มากกว่า 35 ภาพ ถ้าถ่ายไฟล์ Raw และ Jpeg พร้อมกัน จะถ่ายภาพได้ 50 Jpegs

ถ้าหากเพิ่มสปีดการถ่ายมากขึ้นจะต้องใช้โหมด 4K/6K Photo หากถ่ายภาพ 4K (8Mp) ด้วย เฟรมเรต 60fps หรือภาพ 6K (18Mp)ด้วยเฟรมเรต 30fps เทคโนโลยีตัวนี้ยังเพิ่มจุดเด่นด้วยการให้ฟีเจอร์ Post-Focus ซึ่งทำให้ผู้ใช้ถ่ายภาพแบบรัวๆ พร้อมกับจุดโฟกัสที่แตกต่าง ทำให้ผู้ใช้ได้เลือกจุดโฟกัสที่อยากจะ Post-Capture

เทคโนโลยีนี้ยังเชื่อต่อกับฟีเจอร์ Focus Stacking ที่สามารถถ่ายภาพด้วยแนวทางที่ให้ภาพมีความคมชัด การใช้ชัตเตอร์แบบอิเล็กทรอนิกในรุ่น S1R สามารถถ่ายภาพแบบชัตเตอร์สปีด 1/16,000sec ส่วนกลไกชัตเตอร์จะถ่ายภาพได้ 1/8,000sec และชัตเตอร์ทั้งสองแบบจะมีเวลาเปิดรับแสง (Exposure Time) 60sec

การเชื่อมต่อ (Wireless Connectivity)

ด้วยกล้องสมัยใหม่จะต้องมีระบบนี้กันอยู่แล้ว โดย Panasonic S1R มีมาตรฐานฟีเจอร์การเชื่อมต่อไวเรสส์ รวมทั้ง Wi-Fi และ Bluetooth โดย Wi-Fi รองรับได้ทั้งคลื่นความถี่ 2.4GHz และ 5GHz (802.11ac for 5GHz, 802.11b/g/n for 2.4GHz) ทำให้การโยกย้ายภาพมีความรวดเร็ว ผู้ใช้สามารถตั้งค่าไวเรสส์ระหว่างตัวบอดี้ของรุ่น S1R

ในส่วนของ Bluetooth รองรับแบตเตอรี่ Low Energy v4.2 ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง มีการเชื่อมต่อด้วยการใช้พลังงานต่ำในการทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต สำหรับช่างภาพที่ถ่ายภาพในสตูดิโอ หรือช่างภาพทั่วไปที่ต้องการการเชื่อมต่อแบบไร้สาย แน่นอนว่ารุ่น S1R ยังรองรับการถ่ายภาพแบบผูกเข้าด้วยกัน(Tethered shooting)ผ่าน USB รวมทั้งการย้ายภาพและการควบคุมภาพ

นอกจากนี้ฟีเจอร์กล้องยังมีพอร์ททั้งแบบ Type-A HDMI และ USB Type-C รวมทั้งแจ็คเสียบสำหรับไมโครโฟน กับเฮดโฟน

ช่องมองภาพอิเล็กทรอนิก (Electronic Viewfinder)

Panasonic ได้มีการพัฒนาช่องมองภาพอิเล็กทรอนิก (Electronic Viewfinder) ในกล้องรุ่น S1 และ S1R โดยกล้องทั้งสองรุ่นมีการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้เหนือกว่ากล้องของค่ายคู่แข่ง โดย Canon, Sony และ Nikon ทั้งหมดนี้มีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ที่ให้ความละเอียดถึง 3,690,000 dots ไปจนถึง 5,760,00 dots แต่สำหรับรถรุ่น S1R มีศักยภาพสูงกว่าหลายเท่า

จากการทดสอบแล้ว ช่องมองภาพอิเล็กทรอนิก ให้ภาพที่มีความสมูธ โดยเฉพาะถ้าใช้เฟรมเรตที่ตั้งค่าเอาไว้ที่ 120fps มากกว่า 60fps หากมีการเคลื่อนไหวในขณะที่ถ่ายภาพก็ไม่เสียหรือผิดรูปในขณะที่คุณเปลี่ยนมุมการถ่ายเพราะช่องมองภาพสามารถเก็บภาพเอาไว้ได้ โดยจะมีอัตราส่วนสีดำที่ดำที่สุดและสีขาวที่ขาวที่สุด หรือ Contrast Ratio ถึง 10.000:1 ซึ่งทำให้ภาพมีความเป็นธรรมชาติสูง

ที่น่าสนใจเพิ่มอีกก็คือในรุ่น S1 จะมีอาการชัตเตอร์ช้าในที่ที่มีแสงน้อย แต่สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยกับรุ่น S1R เป็นไปได้ว่าฟีเจอร์ที่ถูกนำมาเลือกใช้มีผลต่อช่องมองภาพอิเล็กทรอนิก ฉะนั้นต้องยอมรับว่าทั้งรุ่น S1 และ S1R มีระบบช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกที่ดีเยี่ยมที่สุดอย่างแท้จริง

Leave a Reply