fbpx

รวมเทคนิคเด็ดมือใหม่พิชิต การถ่ายภาพกลางคืนและที่แสงน้อย

การถ่ายภาพกลางคืนและที่แสงน้อย เรื่องที่เป็นปัญหาสำหรับมือใหม่สุด ๆ ก็คงจะเป็นการตั้งค่ากล้องยังไงเพื่อที่จะถ่ายภาพกลางคืนและที่แสงน้อยให้ชัดเจน โดยเราจะเริ่มจากขั้นตอนสำหรับมือใหม่ ไปขั้นตอนสำหรับคนที่เริ่มอยากจะถ่ายภาพกลางคืนจริงจัง

การถ่ายภาพกลางคืนและที่แสงน้อย จริง ๆ แล้วมันแยกเป็นสองประเด็น การถ่ายภาพกลางคืนเรารู้ ๆ กันอยู่ว่าเพราะฟ้ามันมืดและ ไม่มีดวงอาทิตย์ มันก็เลยทำให้ปริมาณแสงน้อย กับอีกอย่างหนึ่งคือ การถ่ายภาพข้างในบ้านโดยไม่ได้มีแสงจากภายนอก ซึ่งมันจะมีวิธีคิดและวิธีการจัดการที่แตกต่างกันบ้างหน่อย ๆ เดี๋ยวเราไปดูทั้งหมดกันเลยดีกว่า

รวมเทคนิคเด็ดพิชิต การถ่ายภาพกลางคืนและที่แสงน้อย

ภาพนี้แม้ว่าดูสว่างมาก แต่เป็นการถ่ายภาพในตอนกลางคืน ซึ่งต้องเปิดรูรับแสงกว้าง และเพิ่ม ISO กล้องถึง 800 แล้วก็ยังต้อง Long Shutter Speed ถึง 30 วินาที เพื่อให้ได้ภาพ , Source : photographylife

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับระดับแสงของการถ่ายภาพ มีทั้งหมด 3 ระดับ

ก่อนที่เราจะไปต่อกันให้เราพิจารณาระดับแสงที่เกิดขึ้นก่อน เพื่อให้เราสามารถอ้างอิงตัวอย่างที่จะถ่ายถาพ หรือฝึกฝนได้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากกับการที่เราจะจำแนกประเภทของแสงที่ได้ ดังนั้นเราเลยจะแบ่ง ๆ ออกมาเป็น 3 อย่างให้เข้าใจกัน

1. ระดับแสงที่มองเห็นได้ : ในเวลากลางวันเมื่อเราอยู่ในพื้นที่เงาหลังอาคาร ใต้ต้นไม้ ใต้สะพาน หรือถ่ายจากในอาคาร
2. แสงน้อยมาก : หลังจากดวงอาทิตย์ตกดินเราสามารถที่จะเห็นทุกอย่างรอบตัวได้อย่างชัดเจน แต่ถ่ายในอาคารคือมืดตึ๊บเลย
3. มืด : ในเวลากลางคืนเราจะมองเห็นวัตถุเป็นสิ่งที่สว่างที่สุดเท่านั้น

การที่เราจะพบสถานการณ์ข้างต้นในบางช่วงเวลาที่มีกล้องถ่ายรูป เราอาจจะรู้สึกท้อแท้ที่ต้องเจอภาพแสงน้อย ๆ งมถ่ายทีไรภาพก็มืด เพราะงั้นเดี๋ยวเรามาเจาะเรื่องของการถ่ายภาพกลางคืนและการถ่ายภาพในที่แสงน้อยมาก ๆ กันดีกว่า

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดองค์ประกอบภาพสำหรับมือใหม่

1.) การถ่ายภาพกลางคืนและที่แสงน้อย : ในระดับแสงที่มองเห็นได้

เราต้องเจอบ้างแหละถ่ายภาพแล้วทำไมภาพมันออกมามืดจัง เวลาที่เราอยู่ในสถานการณ์เหล่านี้ เช่น ถ่ายในที่ร่มระหว่างวัน แม้ว่าในภาพหลังจอมันก็ออกมาค่อนข้างดีนะ แต่ถ่ายแล้วมันมืด หรือไม่ก็ถ่ายออกมาแล้วมันเบลอ ๆ

อันนี้ปูพื้นฐานนะ เราต้องเข้าใจก่อนว่าแม้ว่ามันมีสภาพแสงที่เรามองเห็นได้ แต่เมื่ออยู่ในพื้นที่ ที่มันมีเงามาก ๆ หรือแสงน้อยแม้ว่าจะเป็นกลางวันก็เถอะ พวกถ่ายในอาคาร หรือในพื้นที่ร่วมที่มันเป็นเงา ๆ แสงเหล่านั้นมันอาจจะไม่เพียงพอที่จะให้กล้องจับภาพได้อย่างเหมาะสมก็ได้ มันก็เลยส่งผลตามมาสองอย่างคือ อย่างแรก ภาพถ่ายเบลอ หรืออย่างที่สอง มันจะมี Noise ในภาพ

ภาพนี้เป็นภาพถ่ายช่วงระหว่างดวงอาทิตย์ตก LICE-A7RM2+FE24-70mm F2.8 GM @63mm, ISO100, 0.8 Sec, F11 : Source – Photographylife

1.1) ให้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่มันเพียงพอต่อการจับภาพได้โดยที่ไม่เบลอ (คนไม่อยากอ่านยาวไปสรุปของเรื่องนี้เลย)

เพราะอะไรในที่แสงน้อยภาพถึงเบลอ เอาตรงนี้ก่อน มันเกิดเพราะว่าความเร็วชัตเตอร์มันไม่พอสำหรับที่จะจับภาพ หรือไม่มากพอที่จะถ่ายภาพได้ เมื่อกล้องสั่นไหว ภาพมันก็เลยเบลอไงล่ะ โดยเฉพาะวัตถุเคลื่อนที่อย่างคนเดินในที่แสงน้อย ๆ ถ้าใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ กล้องมันเก็บภาพไม่ทันแน่นอน

สำหรับมือใหม่ก็จะเริ่มงงแล้วล่ะว่า แล้วความเร็วชัตเตอร์ที่มันมากขึ้นคืออะไร แล้วควรเป็นเท่าไหร่ สำหรับการถ่ายภาพกลางคืน เริ่มที่พื้นฐานการถ่ายภาพกันเลยดีกว่าในเรื่องของ Shutter Speed ว่าควรใช้เท่าไหร่สำหรับการถ่ายภาพ มันขึ้นอยู่กับทางยาวโฟกัสของเลนส์และขนาดเซ็นเซอร์ของกล้อง โดยส่วนใหญ่แล้วความเร็วชัตเตอร์ที่เราใช้จับภาพมันจะเท่า ๆ กับทางยาวโฟกัสของเลนส์เราตอนนั้น เช่น ใช้เลนส์ 50mm ก็จะใช้ Shutter Speed 1/50 อันนี้คือหลักการง่าย ๆ ถ้ามีการคูณระยะเพราะใช้เซ็นเซอร์ APS-C เพื่อความสบายใจผมก็เพิ่มความเร็วชัตเตอร์ขึ้นไปอีกนะ

เพื่อให้ได้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำใสที่แสงน้อย 1/125 เราต้องใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง
NIKON D850 + 58mm f/1.4 @ 58mm, ISO 110, 1/125 sec, f/1.8
, Source : photographylife

แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะขึ้นอยู่กับวัตถุที่เคลื่อนไหวในตอนนั้นด้วยว่าเราจะจับภาพอะไร แต่โดยพื้นฐานแล้วถ้าแสงน้อยก็จะใช้ความเร็วชัตเตอร์เท่ากับทางยาวโฟกัสที่มีในตอนนั้นแหละ นอกจากนี้ระบบกันสั่นที่ชดเชยช่วยให้เราใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่าทางยาวโฟกัสก็ช่วยได้ที่จะทำให้เราใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้น้อยลง แล้วภาพไม่เบลอ (แต่วัตถุที่เคลื่อนไหวเร็วกว่าความเร็วชัตเตอร์ก็ยังเบลออยู่นะ)

สรุป

ให้ความเร็วชัตเตอร์ที่มันเท่ากับทางยาวโฟกัสในตอนนั้น เพื่อที่จะถือได้โดยไม่เบลอ แต่ก็ให้คิดเผื่อด้วยถ้าจะจับภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวก็ต้องขยับความเร็วชัตเตอร์ให้มันพอสำหรับการถ่ายภาพด้วย

1.2) ตั้งค่ารูรับแสงให้กว้างสุด ค่ารูรับแสงต่ำสุด (F)

ค่ารูรับแสงเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เหมือนกันอีกเรื่องหนึ่งที่จะช่วยให้เรามีแสงเพียงพอเพื่อถ่ายภาพ สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดก็คือ เปิดรูรับแสงให้กว้างที่สุด เลข F จะน้อยที่สุด ซึ่งมันจะส่งผลให้มีปริมาณแสงที่เข้ามาในกล้องนั้นมากขึ้น เมื่อแสงมีปริมาณที่มากขึ้น เราก็สามารถที่จะใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้เยอะขึ้นด้วยนะ

บางครั้งแสงสว่างเพียงพอได้พอดีถ้าใช้รูรับแสงกว้าง แต่เมื่อต้องการคุมระยะชัดก็ต้องใช้ F11 เพื่อให้มีความชัดลึกมากขึ้น นั่นแปลว่าความเร็วชัตเตอร์ต้องต่ำลงเพื่อให้ได้แสงที่เพียงพอ
NIKON D810 + 24-70mm f/2.8 @ 34mm, ISO 64, 1/10 sec, f/11.0

1.3) ใช้เลนส์ที่มีรูรับแสงกว้าง

รูรับแสงที่กว้างสุด มันคือคุณสมบัติทางกายภาพของเลนส์ ซึ่งก็หมายความว่าการเลือกใช้เลนส์ก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เลนส์ซูมในระดับทั่วไปจะเป็นเลนส์ที่มีรูรับแสงอยู่ที่ F3.5 – F5.6 ที่เรามักเรียกติดปากกันว่าเลนส์ซูม F ไหล ยิ่งซูมเยอะรูรับแสงก็จะแคบลง แสงจะน้อยลงตามระยะซูม, แต่เลนส์เกรดโปรจะเป็นเลนส์ซูมที่มีรูรับแสง F2.8 ตลอดช่วง

แต่ถ้าเป็นพวกเลนส์ Fix ในระดับทั่วไปก็จะเริ่มที่ F1.8 เลยก็มี ในเลนส์เกรดโปรมี F1.4 กว้างสุด ๆ พวก F0.95 ยังมีเลย นั่นแปลว่าเลนส์พวกนี้จะเก่งในที่แสงน้อยมากกว่านั่นเอง

การใช้เลนส์ 24mm F1.4 ทำให้เราสามารถที่จะถ่ายภาพได้คมชัดแม้สภาพแสงจะน้อย NIKON D700 + 24mm f/1.4 @ 24mm, ISO 3200, 1/8 sec, f/2.0 : Source – Photographylife

การเปิดรูรับแสงกว้างมันจะส่งผลต่อความเร็วชัตเตอร์มากแค่ไหนล่ะ!? ก็ง่าย ๆ ถ้าหากว่าเราถ่ายภาพที่รูรับแสง F8 และความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/125 การเปิดรูรับแสงที่ F5.6 จะทำให้เราสามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่ 1/250 และถ้าลดลงเป็น F4 ก็จะทำให้ความเร็วชัตเตอร์เป็น 1/500 เลย ทำให้เราสามารถที่จะจับภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวได้มากขึ้น อันนี้เปรียบเทียบให้ดู

จุดเด่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือ ถ้าหากว่าเราถ่ายภาพในที่แสงน้อย ๆ การเปิดรูรับแสงกว้าง ๆ เราสามารถใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่พอสำหรับแวดล้อมนั้น ๆ และกล้องไม่ต้องยุ่งกับค่า ISO มากเกินไป

1.4) ใช้ระบบป้องกันภาพสั่นไหว

กล้องและเลนส์ในปัจจุบันนี้หลายตัวมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวมาด้วย ซึ่งมันชดเชยได้ถึง 4.5 Stop – 6.5 Stop เลยก็มี ซึ่งแล้วแต่แบรนด์กล้องหรือเลนส์นั้น ๆ ดังนั้นก็เปิดใช้ระบบพวกนี้ด้วยครับเวลาที่เราต้องถ่ายภาพในที่แสงน้อย

เลนส์มุมกว้างที่มีกันสั่นในตัวทำให้เราใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ๆ ได้สบาย
X-T2 + XF10-24mmF4 R OIS @ 18.2mm, ISO 200, 1/50 sec, f/11.0, Source : photographylife

1.5) เพิ่มค่า ISO ถ้าต้องใช้ก็ต้องเพิ่มนะ

เมื่อเราเปิดรูรับแสงให้กว้างสุดแล้ว ความเร็วชัตเตอร์ของเราก็ต่ำเท่าที่จะถือได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้แสงที่เหมาะสม สุดท้ายแล้วก็ต้องมาเพิ่ม ISO ให้กับกล้องของเราอยู่ดี ISO จะทำหน้าที่เร่งสัญญาณการรับแสงครับ ข้อดีก็มีคือเราเพิ่มค่า ISO ปุ๊บ ภาพมันก็จะสว่างขึ้นเลย แต่ข้อเสียคือถ้าเร่งสัญญาณรับแสงมากเกินไปมันก็จะมี Noise ตามมาครับ

เพื่อให้ความเร็ซชัตเตอร์มากพอตามต้องการ ภาพนี้ก็เลยต้องใช้ ISO 1600
NIKON D700 @ 24mm, ISO 1600, 1/25 sec, f/8.0, Source : Photographylife

แต่ในปัจจุบันผมเคยทดสอบกันมาแล้วคือเอา ISO 6400 ซึ่งเยอะมาก ๆ กับกล้องเซ็นเซอร์เล็ก ๆ ถ่ายแล้วอัพขึ้น Facebook และพิมพ์ภาพออกมาเลย ภาพมันยังใช้ได้นะ ดูโอเคด้วย ยังดีกว่าไม่ได้ภาพครับ อยากให้ปรับมุมมองกันใหม่นะ การเพิ่ม ISO ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเลย ถ้าเราเข้าใจและใช้มันอย่างเหมาะสม

2) การถ่ายภาพกลางคืนและที่แสงน้อย : แสงน้อยมาก

ตอนนี้เราจะพูดถึงสถานการณ์ที่มันซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งถ้าปริมาณแสงมันลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากพระอาทิตย์ตกดิน หรือเรากำลังถ่ายภาพในบ้านที่สภาพแวดล้อมไม่ได้สว่างเลย เรียกได้ว่ามันแสงน้อยมาก ๆ แล้วมันเกิดขีดจำกัดของเราเช่น ไม่อยากเพิ่ม ISO มากกว่านี้แล้ว หรือว่าต้องใช้รูรับแสงแคบ ๆ ทั้งที่แสงน้อย จะทำได้ยังไง ในส่วนนี้เดี๋ยวเรามีคำตอบให้ในแต่ละจุดครับ

ภาพนี้ถูกถ่ายหลังจากที่ดวงอาทิตย์ตกแล้ว ดังนั้นก็ต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อให้ได้ภาพที่คมชัดในความเร็วชัตเตอร์ต่ำ
NIKON D810 + 24-70mm f/2.8 @ 38mm, ISO 64, 2 sec, f/8.0, Source : photographylife

2.1) ให้ตัวแบบเข้าใกล้แหล่งกำเนิดแสง

เปลี่ยนวิธีคิดใหม่จากการตั้งค่ากล้องยังไงให้ถ่ายได้แบบนั้น เป็นการเลือกมุมถ่ายให้กับแบบใหม่ เราสามารถเลือกที่จะให้แบบหลักเข้าใกล้แหล่งกำเนิดแสงเลย เป็นเรื่องง่ายมาก แค่เปลี่ยนวิธีคิดนิดหน่อยเราก็สามารถเพิ่มแสงให้กับแบบได้ทันทีครับ

NIKON D700 @ 85mm, ISO 1600, 1/125, f/4.0, Source : photographylife

2.2) พยายามถือกล้องให้มั่นคงยิ่งขึ้นกว่าเดิม

วิธีถือกล้องให้นิ่งกว่าเดิมเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเหลือเราได้ประมาณนึงเลย เราอาจจะเลือกใช้วิธีถือโดยการให้ฝ่ามือวางระหว่างเลนส์กับกล้อง เอาข้อศอกแนบลำตัว ถ้าทำได้ก็ให้นั่งลงแล้วใช้เข่าเพื่อรองรับแขนซ้ายเอาไว้ แล้วค่อย ๆ กดชัตเตอร์ แล้วถ่ายภาพ หลังจากนั้นคอยเช็คว่าภาพที่ได้คมชัดหรือเปล่า เป็นอีกวิธีที่ช่วยได้ครับ

2.3) เพิ่ม ISO ให้เพิ่มเยอะขึ้นไปเลย

อะไรจะดีกว่าระหว่างภาพที่มันเบลอ กับภาพที่มันดูชัดขึ้นแต่อาจจะมี Noise ในภาพบ้าง ผมเชื่อว่าอย่างหลังมันจะดีกว่า นั่นแหละครับมันอยู่ที่ว่าเรารับได้กับ Noise ที่มันสูงขึ้นได้ไหม กล้องยุคนี้ ISO 12800 เป็นอะไรที่มันรับได้แล้วนะ ถ้าตรงไหนที่มันแย่จริง ๆ เราค่อยใช้ Software ในการลด Noise ช่วยเป็นจุด ๆ เพิ่มได้ครับ ทำให้รายละเอียดดีกว่าการใช้ Noise Reduction แบบทั้งภาพอยู่

NIKON D850 + 14mm f/1.8 @ 14mm, ISO 800, 1/1, f/8.0, Source : Photographylife

2.4) ถ่ายเป็น RAW File

การถ่ายภาพเป็น RAW File อันนี้เคยพูดในบทความ RAW vs JPEG อะไรดีกว่ากัน แต่ในบทความนี้จะพูดคร่าว ๆ เพิ่มละกันครับ การถ่ายภาพเป็น RAW มันเป็นความละเอียดที่สูง สามารถถ่ายภาพมาเพื่อปรับปรุงแก้ไขรายละเอียดได้ยืดหยุ่นมาก ถ้าหากต้องการถ่ายภาพเพื่อความเนี๊ยบยังไงก็ต้องใช้ RAW ลองอ่านจากบทความ RAW vs JPEG อะไรดีกว่ากัน ก็ได้ครับ

2.5) ระมัดระวังเกี่ยวกับระบบออโต้โฟกัส

ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย กล้องจะเริ่มสูญเสียความสามารถในการโฟกัสภาพแบบอัตโนมัติ มันเกิดขึ้นเมื่อแสงไม่พอ ผมไม่เจาะในเรื่องกระบวนการทำงานของกล้องนะ แต่อยากแนะนำว่าถ้าเรารู้สึกว่าระบบโฟกัสเริ่มช้า มีอาการวืดวาดในที่แสงน้อย ให้เราเช็คภาพด้วยว่ากล้องโฟกัสเข้าหรือไม่เมื่อใช้ออโต้โฟกัส นอกจากนี้ฝึกใช้การโฟกัสแบบ Manual ไว้ด้วย เพราะหลาย ๆ สถานการณ์เราอาจจะต้องใช้อย่างเลี่ยงไม่ได้

การโฟกัสภาพตอนกลางคืนจำเป็นต้องมีความแม่นยำที่สูงเพื่อให้ได้ภาพที่คมชัด
NIKON D850 + 14mm f/1.8 @ 14mm, ISO 800, 20/1, f/1.8, Source : Photographylife

2.6) ใช้กล้องเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่

กล้องพวกเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่พวก Full Frame แน่นอนมันตามมาพร้อมราคาที่สูงขึ้น แต่มันให้ศักยภาพที่สูงมากเมื่อถ่ายภาพในที่แสงน้อย มันให้รายละเอียดที่ดีกว่า และเป็นเรื่องของกายภาพ ดังนั้นถ้าหากต้องการคุณภาพไฟล์ที่ดี กล้องที่เซ็นเซอร์ใหญ่ก็ยังเป็นอีกหนึ่งข้อดีที่ลงทุนแล้วคุ้มค่าครับ

ภาพตัวอย่างจาก Sony RX100 Mark IV มีเซ็นเซอร์ขนาดเล็ก 1 นิ้ว ซึ่งมีเซ็นเซอร์ที่ใหญ่กว่ากล้อง Compact ทั่วไป ทำให้ได้คุณภาพไฟล์ที่ดีกว่า แต่ถ้าเป็นกล้องที่เซ็นเซอร์ที่ใหญ่มากขึ้น ก็จะขยายความสามารถได้มากขึ้นตามไปด้วย
DSC-RX100M4 + 24-70mm F1.8-2.8 @ 10.15mm, ISO 200, 1/13, f/11.0, Source : Photographylife

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการถ่ายภาพเบื้องต้นสำหรับมือใหม่

2.7) ใช้ขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายภาพ

การใช้ขาตั้งกล้องถ่ายภาพช่วยให้เราที่จะถ่ายภาพด้วยความเร็วชัตเตอร์ต่ำมาก ๆ ได้เหมาะกับคนที่ชอบถ่ายอาคาร สถานที่ หรืองาน Landscape เลยทีเดียวแหละ เพราะขาตั้งจะทำให้เราไม่ต้องเพิ่ม ISO เลย แล้วก็ใช้ความเร็วชัตเตอร์ในการรับแสงแทน เราจะเห็นคนถ่ายภาพช่วงค่ำ ๆ จะใช้ขาตั้งกล้องกันทั้งนั้น เพราะเขาจะเอามาลากชัตเตอร์เพื่อเก็บแสงนั่นเองจ้า

3) การถ่ายภาพกลางคืนและที่แสงน้อย : สภาพมืด มืดเลย มืดตึ๊บ

ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีแสงสว่างและตอนกลางคืน ในหลายคำแนะนำข้างต้นอาจจะใช้ไม่ได้ทั้งหมด เพราะในที่มืดคือเราไม่มีแสงทำงานร่วมด้วย เดี๋ยวเรามาดูวิธีการจัดการกันว่าในที่มืดเราจะเริ่มต้นได้ยังไงกัน

Antelope Canyon มีความสวยงาม แต่สภาพแสงที่มืดค่อนข้างมากยังไงเราก็ต้องใช้ขาตั้งกล้อง, Source : Photographylife

3.1) ใช้ขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายภาพ

ในที่มืดสภาพแบบนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะยกกล้องถ่ายแล้วแสงจะพอ เพราะงั้นขาตั้งกล้องที่ดีและทนทานต่อสภาพพื้นที่ แวดล้อมต่าง ๆ จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการถ่ายภาพกลางคืน เพราะเราจะใช้ความเร็วชัตเตอร์ต่ำเป็นหลักเลย นอกจากนี้เราต้องใช้สายลั่นชัตเตอร์ หรือรีโมทสำหรับกดชัตเตอร์ เพื่อไม่ให้เกิดแรงกด หรือแรงสั่นสะเทือนเมื่อเราจะลั่นชัตเตอร์

ในกรณีที่เราไม่มีสายลั่นชัตเตอร์ หรือเผลอทำรีโมทหาย ไม่ก็แบตเตอรี่รีโมทหมดระหว่างการถ่ายภาพ ก็ให้เราตั้งเวลาถ่ายภาพถอยหลังแทนเพราะมันพอช่วยชดเชยได้ครับ นอกจากนี้การเปิดใช้งานชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ก็ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากกลไกของชัตเตอร์ได้

3.2) ใช้ไฟฉายสำหรับการเพิ่มแสงสว่างให้วัตถุ หรือ Light Painting

หากวัตถุของเรามืดเกินไปให้ใช้ไฟฉาย หรือไฟแฟลชเพิ่มแสงสว่างได้ (มันก็ขึ้นอยู่กับวิธีใช้ด้วยนะว่าเหมาะสมไหม) อย่างบางทีคนถ่าย Landscape อาจจะใช้ไฟฉายส่องไปบริเวณต้นไม้ อารมณ์เหมือนคนระบายสี แต่ในนี้เราจะระบายแสงให้ทั่ววัตถุแทน มันอยู่ที่ความถนัด ความชำนาญด้วยนะ

NIKON D700 @ 35mm, ISO 200, 30/1, f/6.3, Source : Photographylife

3.3) ใช้โฟกัสแบบแมนนวล

เมื่อเจอพื้นที่มืดเกินไประบบออโต้โฟกัสจะไม่ทำงาน ถ้าวัตถุของเราอยู่ใกล้ก็อาจจะใช้ไฟนโฟกัสในกล้องได้ พวกไฟสีส้ม ๆ ที่มันจะโผล่มาตอนเรากดโฟกัสถ่ายตอนที่แสงน้องอ่ะนะ แต่ว่าถ้าหากวัตถุอยู่ไกล ๆ จะถ่ายภูเขาถ่ายวิวล่ะ มันก็ต้องใช้การ Manual Focus แล้วแหละ ดังนั้นการตั้งค่าให้โฟกัส “อินฟินิตี้” มันก็ช่วยได้ในหลาย ๆ สถานการณ์นั้น แต่บางสถานการณ์มันอาจจะต้องโฟกัสเองให้แม่น ๆ ก็อาจจะต้องอาศัย Live View ในการช่วยให้เรามองเห็น และเปิดพวก Peaking Focus เพื่อช่วยคอนเฟิร์มโฟกัสให้กับเราครับ

Canon EOS 5D Mark IV + EF24-70mm f/4L IS USM @ 39mm, ISO 200, 1/4 sec, f/8.0, Source – Photographylife

3.4) ไม่มีทางลัดไหนทำให้เราเก่งได้เร็วเท่าการฝึกฝน

บทความนี้ยาวมาก แม้จะเป็นวิธีแนะนำมากมายแต่ว่ามันก็ไม่ได้ตอบโจทย์แบบ 100% หรอก สุดท้ายการฝึกฝนเพื่อจัดการกับปัญหาและการเก็บประสบการณ์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดครับ

การถ่ายภาพในที่แสงน้อยเป็นเรื่องที่สนุกมากนะ เราควรฝึกเล่นและทดลองกับสภาพแสงที่มันแตกต่างกัน ถ้าหากว่าเรารู้วิธีถ่ายภาพในที่แสงน้อยหลาย ๆ แบบ ทำให้เราสามารถมีโอกาสถ่ายภาพได้ในหลาย ๆ สถานการณ์ที่หลายคนคิดว่าถ่ายไม่ได้ แต่มันถ่ายได้จ้า และยังให้มุมมองที่แตกต่างกันด้วยนะ

รวมบทความการถ่ายภาพพื้นฐานสำหรับมือใหม่

– การตั้งค่ากล้องสำหรับมือใหม่ เริ่มพื้นฐานจากศูนย์กันเลย
– ISO คืออะไร รวมทุกอย่างที่ต้องรู้เรื่อง ISO
– คำแนะนำสำหรับมือใหม่ในการถ่ายภาพให้นิ่งและไม่เบลอ
– 7 ไอเดียการฝึกถ่ายรูปสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นเล่นกล้อง
– 10 เทคนิคการถ่ายภาพเบื้องต้นสำหรับมือใหม่

Yochuwa Samaromhttps://www.photoschoolthailand.com/
Digital Marketing ที่รักการถ่ายภาพ ทำเว็บบล็อกสอนถ่ายภาพฟรี และมีอีกเว็บที่สอนด้านการตลาดฟรี เชื่อว่าการแบ่งปันสิ่งที่เรารู้ จะทำให้เราพัฒนาได้รวดเร็วขึ้น และรู้จักกับคนที่เก่งกว่าเรามากขึ้นไปอีก

Similar Articles

Comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

Instagram

เปรียบเทียบ EOS R5 vs EOS R6 ต่างกันยังไง รุ่นไหนที่เหมาะกับเรามากที่สุด

Canon เปิดตัวกล้องมาเพื่อให้เราเลือกซื้อเลือกใช้กันอีกเเล้ว คราวนี้เป็นกล้อง มิลเลอร์เลสฟูลเฟรม ที่มีความโดดเด่นและความสุดในคุณภาพ ทั้งสองรุ่นนี้มีความเหมือนเเละเเตกต่างกัน เดี๋ยวเรามาดูกันว่ารุ่นไหนที่จะเหมาะกับเรามากที่สุดครับ เปรียบเทียบ EOS R5 vs EOS R6 ต่างกันยังไง...

พรีวิว Canon EOS R6 กล้อง Mirrorless Full Frame ความละเอียด 20 MP เหมาะสำหรับช่างภาพ และช่างกล้องถ่ายวีดิโอ

Canon EOS R6 กล้อง Mirrorless ที่มีเซนเซอร์ Full Frame CMOS ความละเอียด 20 MP โดยเหมาะอย่างยิ่งสำหรับช่างภาพ และช่างกล้องถ่ายวีดิโอ โดยกล้องรุ่นนี้มีชิพประมวลผล DIGIC X ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการที่ทำการถ่ายภาพ และถ่ายวีดิโอ พร้อมทั้งยังมีฟังก์ชั่นม่านชัตเตอร์ชั้นแรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EFCS) เพื่อความรวดเร็วในการเปิดปิดชัตเตอร์...

พรีวิวกล้องมิลเลอร์เลสฟูลเฟรม EOS R6 ความละเอียด 20 ล้าน ถ่ายวิดีโอคมชัด 4K กล้องเอนกประสงค์ประสิทธิภาพสูงตอบโจทย์ช่างภาพและ Creator ที่ต้องการงานคุณภาพทั้งภาพนิ่งวิดีโอ

กล้องมิลเลอร์เลสฟูลเฟรม EOS R6 สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ช่างภาพและ creator ที่ต้องการใช้งานด้านการถ่ายภาพเเละการทำวิดีโอคอนเทนต์ ไม่ว่าจะถ่ายภาพกีฬาแอ็คชั่นความเร็วสูงไปจนถึงการถ่ายทำวิดีโอภาพยนตร์ 4K ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเซ็นเซอร์ CMOS และโปรเซสเซอร์ภาพ DIGIC X เพื่องานภาพเเละวิดีโอที่สวยงาม สมจริง เก็บรายละเอียดภาพได้ครบทั้งแสงและสีสัน