fbpx

3 คู่สีที่จับคู่เมื่อไหร่ก็ให้ภาพสวยโดดเด่นสะดุดตา

3 คู่สีที่จับคู่เมื่อไหร่ก็ให้ภาพสวยโดดเด่นสะดุดตา การใช้สีสันที่มีความสัมพันธ์กันในรูปแบบต่าง ๆ ช่วยให้ภาพของเราดูสวยงามและสร้างความน่าสนใจให้กับภาพได้และการใช้สีก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ภาพถ่ายสวยขึ้นได้ด้วย และการดูเรื่องธีมสี โทนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ภาพถ่ายและการทำงานของมือใหม่ดูโปรขึ้น ดูเป็นมืออาชีพขึ้นด้วยครับ การจับคู่สี ก็ไม่ได้หมายถึงการใช้สีเพียงสองสี อาจจะเป็นสามสี หรือสี่สีก็ได้ครับ แต่เป็นการเลือกใช้ความสัมพันธ์ของสี จากวงล้อสีนั่นเองครับ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาดูกันถึง 3 คู่สีที่จับคู่เมื่อไหร่ก็ให้ภาพสวยโดดเด่นและดึงดูดสายตา

3 คู่สีที่จับคู่เมื่อไหร่ก็ให้ภาพสวยโดดเด่นสะดุดตา

1. การใช้สีคู่ตรงข้าม (Complementary)

การใช้คู่สีตรงข้าม คือการเลือกสีที่อยู่ตรงข้ามกันของวงล้อสี เป็นสีที่อยู่ต่างวรรณะเป็นคู่ที่สร้างความเปรียบต่างหรือ Contrast ให้ภาพสูง โดยคู่สีแบบนี้จะให้ความสดใส ฉูดฉาด สะดุดสายตาและดึงดูดสายตา โดยสีทั้งสองสีจะช่วยดึงความโดดเด่นของทั้งคู่ออกมาพร้อมกัน ตัวอย่างที่เรามันจะเห็นใช้บ่อยคือ สีส้ม-น้ำเงิน เขียว-แดง


2. 3 สีที่อยู่ตรงข้ามกัน (Triadic color)

เป็นการใช้คู่สีวางตำแหน่งในวงล้อสีห่างกันโดยทำมุมเหมือนสามเหลี่ยมด้านเท่า คือเป็นสีสามสีที่ให้ความเปรียบต่างสูงเพราะมีความเปรียบต่างสูงจากการใช้สีที่มาจากทั้งโทนร้อนและโทนเย็นเข้าด้วยกัน จึงให้อารมณ์ภาพแบบความสดใส ฉูดฉาด จัดจ้านกระตุ้นความน่าสนใจของภาพ 

อ่านเพิ่มเติม พื้นฐานเรื่องสีกับการถ่ายภาพสำหรับมือใหม่ และวิธีการใช้สีเพื่อสื่ออารมณ์ภาพ


3. การใช้สีที่ใกล้เคียงกัน (Analog Colors)

เป็นการใช้สีที่อยู่เรียงติดกันสามสีในภาพเดียว เป็นสามสีสีที่อยู่ติดกันบนวงล้อสีโดยปกติจะมีกฏการใช้ 60-30-10 คือ สีหลัก 60% ของพื้นที่ เเละสีรอง 30% เเละสีสุดท้ายให้มีพื้นที่ 10% ของภาพ ซึ่งอารมณ์ของภาพที่ได้จะไปในทิศทางเดียวกัน คือถ้าใช้สีที่อยู่ในโทนร้อนก็จะให้อารมณ์ภาพที่รุนแรง ดุดัน แต่ถ้ามาจากโทนเย็น ก็จะให้ความสบาย ผ่อนคลาย

สำหรับมือใหม่แล้วอาจจะเริ่มต้นทดลองจากการมองสีให้ออกก่อน ลองหาภาพถ่ายมาดูหรือเดินออกไปถ่ายภาพมาแล้วสังเกตว่ามีสีอะไรอยู่ในภาพบ้างและลองสังเกตว่าคู่สีที่พบในภาพถ่ายว่าช่างภาพใช้สีอะไรและสีเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใด

และเจ้าของภาพต้องการจะสื่อสารอะไรโดยใช้สีดังกล่าว ซึ่งก็จะช่วยให้มือใหม่ได้ลองฝึกใช้สีเข้าใจความสัมพันธ์ของสีได้ครับ

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับสีเเละการใช้สีได้ที่นี่

Yochuwa Samaromhttps://www.photoschoolthailand.com/
Digital Marketing ที่รักการถ่ายภาพ ทำเว็บบล็อกสอนถ่ายภาพฟรี และมีอีกเว็บที่สอนด้านการตลาดฟรี เชื่อว่าการแบ่งปันสิ่งที่เรารู้ จะทำให้เราพัฒนาได้รวดเร็วขึ้น และรู้จักกับคนที่เก่งกว่าเรามากขึ้นไปอีก

Similar Articles

Comments

7 เหตุผลที่ Video Creator ควรมี Nanlite Compac ไว้ใช้งาน

ไฟ Nanlite Compac เป็นไฟที่มีซีรีย์ให้เลือกใช้งานเพื่อให้ตอบโจทย์การทำงานได้ โดยมีขนาดที่แตกต่างกัน และมีทั้งรุ่นที่ให้สีของไฟแบบกลางวัน Daylight และ รุ่นที่เปลี่ยนสีได้ โดยทั้งสองรุ่น มีให้เลือกใช้ตามขนาดและความเหมาะสมของงาน โดยมีตั้งแต่ขนาดเล็ก กำลังไฟน้อย ไฟจนถึงรุ่นที่มีกำลังไฟสูงและเป็นแผงไฟขนาดใหญ่ โดยไม่ว่ารุ่นไหนของ Nanlite Compac จะมีความพิเศษคือความเบาและบางของไฟ จึงช่วยประหยัดพื้นที่ในการทำงาน รวมถึงน้ำหนักไม่เป็นภาระต่อการทำงานอีกด้วย  7 เหตุผลที่ Video Creator ควรมี...

5 ข้อดีที่ Nanlite MixPad II ทำให้งานภาพและวิดีโอสมจริงมากขึ้น

Nanlite MixPad II เป็นไฟสตูดิโอที่มีขนาดเล็ก เบาและบาง พกพาใช้งานได้สะดวกจะถือหรือใส่ขาตั้ง หรือจะพาพาเพื่อเดินทางไปทำงานทั้งต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ ก็ไม่เป็นภาระด้านน้ำหนัก ถ้าได้นาน ไม่ร้อนมี ต่อเข้าใช้งานกับอุปกรร์อื่นเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานได้มากขึ้นได้ด้วยเม้าท์ 1/4"-20 ที่ต่อเข้ากับอุปกรณ์ทั้งกล้องถ่ายภาพ ใช้งานได้กับ Light modifier เลือกระดับแสงนุ่มได้ตามที่ต้องการ ทั้งยังมีระบบไฟ แสง สี การเปลี่ยนแสงสีเพื่อรองรับการทำงานและเอฟเฟกต์แสงแบบต่าง ๆ เพื่อช่วยให้งานภาพและวิดีโอ สวยงามสมจริงมากขึ้น  5...

5 เหตุผลทำไม Nanlite MixPad II จึงเหมาะสำหรับงานสตูดิโอ

Nanlite Mixpad II เป็นแผงไฟขนาดเล็กที่เหมาะสำหรับการให้แสงสว่างในสตูดิโอทั้งงานภาพนิ่งและวิดีโอ มีสองรุ่นเพื่อให้เลือกใช้งานได้ตอบโจทย์การทำงานมากที่สุด ทั้งรุ่น 11C และ 27C โดยแตกต่างกันที่ขนาดของแผงไฟ ใช้ในการถ่ายบุคคล ภาพอาหารหรือสินค้า เครื่องสำอาง เสื้อผ้า งานศิลปะ งานรีวิวสินค้า งานสัมภาษณ์และงานถ่ายทำภาพยนตร์ รองรับการทำงานที่คล่องตัว ทั้งในและนอกสตูดิโอ  5 เหตุผลทำไม Nanlite MixPad II จึงเหมาะสำหรับงานสตูดิโอ 1.น้ำหนักเบา...