10 สถานที่เที่ยวตุรกี ดินแดนสองทวีป ตุรกีเป็นประเทศที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมระหว่างยุโรปและเอเชีย อาจจะค่อนไปทางยุโรปมากหน่อย มีความสวยงามแบบอาหรับ มีความเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านวัฒนธรรม ทั้งหลากหลาย และเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญประเทศนี้ไปง่าย คนไทยไม่ต้องขอวีซ่าให้ยุ่งยาก แถมตั๋วเครื่องบินก็ไม่แพงเกินเอื้อมอีกด้วย

ตุรกี มีเมืองหลวงคือ เมืองอังการา (Ankara) แต่ส่วนมากจะรู้จักเมือง อิสตันบูล (Istanbul) มากกว่า เเละเป็นเมืองที่เป็นจุดศูนย์กลางเเห่งการคมนาคมทางอาการอีกเเห่งหนึ่ง และหลายสายการบินก็เลือกที่จะมาเปลี่ยนเครื่องที่อิสตันบูล ตุรกีเป็นประเทศที่ใครหลายคนใฝ่ฝันว่าจะไปซักครั้ง

ประเทศนี้ มีจุดท่องเที่ยวที่สวยงามมากมาย อาจจะอยู่คนละที่ ค่อนข้างห่างกันในแต่ละจุด แต่ถ้ามีเวลา มีงบ ก็ไปให้ทั่วเลย จะได้ไม่เสียเที่ยว

10 สถานที่เที่ยวตุรกี ดินแดนสองทวีป

1. The Blue Mosque (Sultanahmet Mosque)

มีความสวยงามและโดดเด่น ด้วยเอกลักษณ์มุสลิมที่มีความขึงขังแต่อ่อนช้อย เป็นจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมาชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรมเเห่งนี้ โดยมัสยิดเเห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงความแข็งแกร่งของจักรวรรดิเมื่อระหว่างปี ค.ศ. 1609 -1616

มัสยิดเเห่งนี้เปิดตั้งเเต่เก้าโมงเช้า ถึงตอนค่ำๆของทุกวัน และยังใช้งานอยู่จริง ดังนั้นเมื่อเข้าไปเยี่ยมชมสถานที่เเห่งนี้ ต้องสำรวม การเเต่งการมิดชิด ใช้ผ้าคลุมตัว หรือศีรษะ เเละจะปิดไม่ให้เข้าชมเมื่อถึงช่วงเวลาละหมาดในเเต่ละช่วงประมาณ 90 นาที และประมาณ 2 ชั่วโมงช่วงวันศุกร์บ่าย

เเต่ยังไงก็ตาม เราก็ยังคงเดินชมความงาม และความยิ่งใหญ่อลังการ ภายนอกตัวอาคาร  หรือเเวะถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ ก็ไม่ผิดกฏอะไร

2. Hagia Sophia Museum

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ได้เปิดมาตั้งเเต่ปี ค.ศ. 1935 เเต่เดิมเป็นสถานนมัสการของศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ มาก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นมัสยิดของมุสลิม เเละท้ายที่สุดก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์

ดังนั้นการเยี่ยมชมที่นี่จะเป็นความรู้สึกสลับไปมาระหว่างศาสนสถานของคริสเตียนเเละมุสลิม นั่นทำให้เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จนทำให้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สิ่งมหัศจรรย์อันดับที่แปด

และที่พลาดไม่ได้ของที่นี่คือการเข้าไปเพื่อจะขอพร โดยจะมีช่องขนาดที่หัวเเม่มือสามารถสอดเข้าไปได้ เเล้วหมุนข้อมือ พร้อมกับขอพร

โดยเชื่อว่า ช่องที่ว่านี้ สามารถอธิษฐานขอพรให้หายขาดจากโรคได้ (ความเชื่อส่วนบุคคลเนอะ) เปิดให้เข้าชมความอลังการได้ ตั้งเเต่เก้าโมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม ทุกวัน

3. Grand Bazaar

เป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ เหมือนจตุจักรบ้านเรา  อารมณ์ถนนคนเดิน เป็นตลาดนัดสินค้า ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอิสตันบูล มีการนำสินค้าต่างๆมาวางขาย ทั้งอาหารหลากหลายชนิด เครื่องใช้ในบ้าน โคมไฟ ขวดน้ำหอมคริสตัล และสินค้าที่ระลึกต่างๆ

ต้องระวัง ถ้าใจไม่เเข็งพอ เงินจะปลิวออกจากกระเป๋าจนเบาตัวเลยล่ะ และหลายคนก็หลงเสน่ห์ Turkish Delight จากนวนิยายอมตะเรื่องนาเนียร์ และพอชิมเเล้วจะรู้ว่า ขนมชนิดนี้ หอมหวานขนาดไหน

4. Basilica Cistern

เป็นมหาราชวังที่มีเสาหินขนาดใหญ่ทั้งหมด 336 ต้น อยู่บริเวณโถงใต้ดิน ตั้งตระหง่านโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำ มีพื้นที่กว่า 9800 ตารางเมตร สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิ์ Justinian โดยเพื่อต้องการจัดเก็บน้ำไว้ในมหาราชวังนั่นเอง โดยมีเสาสองต้นที่มีลักษณะพิเศษ คือรูปปั้นหัวเสาเป็นศีรษะของเมดูซา

แต่มหาราชวังเเห่งนี้ก็มีการประปรุงและก่อสร้างหลายครั้งจนเมื่อปี ค.ศ. 1987 ก็เปิดให้สาธารณะชมเข้าเยี่ยมชมได้ โดยจะเปิดตั้งเเต่เวลาเก้าโมงเช้าถึงหกโมงครึ่งทุกวัน เเต่มีข้อควรระวังของผู้มีอาการหอบหืดและผู้ที่มีอาการทางด้านระบบหายใจ เนื่องจากมีความชื้นสูงทั่วบริเวณ ทำให้อาการอาจจะกำเริบขึ้นมาได้

5. The Spice Bazaar (Mısır Çarşısı)

เป็นตลาดเก่าเเก่ที่เปิดมายาวนาน โดยเครื่องเทศหลากหลายชนิดที่จะจินตนาการได้ถูกนำมาวางเพื่อให้ผู้ซื้อได้เลือกกันอย่างเต็มอิ่มในราคาย่อมเยา เครื่องเทศหลากกลิ่น หลายสีสัน โดยตลาดเเห่งนี้ นักท่องเที่ยวได้ให้ความเป็นว่าเป็นสีสันของ อิสตันบูลเลยทีเดียว

โดยถ้ามาที่นี่ต้องมีเครื่องเทศที่เป็นเเบบตุรกีเเท้ๆกลับบ้านเป็นของติดไม้ติดมือบ้าง ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึงตุรกี และที่สำคัญ ทำให้เรายังคงได้รู้สึกถึงความเป็นตุรกี ได้อยู่เสมอๆ ในทุกเวลาที่ต้องการ เเต่ก็ใช่ว่าตลาดนี้จะมีเเต่เครื่องเทศเท่านั้น ขนม ชา สมุนไพร ผลไม้อบเเห้งชนิดต่างๆ ก็มีให้เลือกอย่างจุใจ

6. Istiklal Avenue

ถนนสายนี้ขาช้อปต้องใจเเข็งอย่างมาก เพราะเป็นซอยละลายทรัพย์ของที่นี่เลย มีทั้งเเบรนด์เสื้อผ้า กระเป๋า นาฬิกา รองเท้า ชื่อดัง รวมตัวกันเป็นให้ถนนทั้งสสายมีเเต่สินค้าให้เลือกซื้อกันได้อย่างไม่เกรงใจเงินที่มีกันเลย นอกจากจะเป็นถนนของเเบรนด์ดังเเล้ว สินค้าเเบรนด์ท้องถิ่นก็มีมากันอย่างหนาเเน่น

และถ้าหากไม่อยากที่จะเดินซื้อของหล่ะก็ เดินเที่ยวถ่ายรูป ดูบรรยากาศก็สนุกและน่าสนใจไปอีกแบบ เเละที่ต้องไม่พลาดการถ่ายรูป Vintage Red Tram เป็น tram สายหลักผ่านถนนสายนี้มายาวนาน และที่ขาดไม่ได้ คือการลองชิมอาหารท้องถิ่น เพื่อจะได้เรียนรู้วัฒนะธรรมของชาวตุรกี ผ่านอาหารเเละขนมหวานของที่นี่

รวมบทความท่องเที่ยวและถ่ายภาพที่น่าสนใจ

7. Maiden’s Tower

เป็นหอคอยสูงที่คอยส่องเเสงให้ได้เห็นอย่างชัดเจนในระยะไกล เเละเป็น landmark ของเมืองอิสตันบูล โดยเป็นอาคารที่อยู่บนเกาะเล็กๆกลางน้ำ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ใช้สอยของทหารสมัยก่อน เป็นหอนาฬิกา และ ในปัจจุบันถูกเปลี่ยนเป็น สถานที่ท่องเที่ยว

จุดชมวิวของหอคอยแห่งนี้ เป็นสถานที่พักผ่อนของชาวเมือง โดยเป็นร้านอาหาร ร้านกาแฟ มีร่มกางอำนวยความสะดวก ให้แก่นักท่องเทียว โดยการนั่งชมบรรยากาศของหอคอยแห่งนี้ตอนพระอาทิตย์ตกดิน จิบชา นั่งพักผ่อน ชมวิวสวยๆ สบายๆ

8. Mount Nemrut

หุบเขาเเห่งนี้ ตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศตุรกี โดยหุบเขาเทพเจ้าบนยอดเขาเนมรุตถูกจัดว่าเป็นหนึ่งเเห่งของมรดกโลก อยู่บนยอดเขาสูง 2,150 เมตร เป็นที่ตั้งของสุสานกษัตริย์  Antiochus แห่งอาณาจักรโคมายานา (Commagene Kingdom) โดยมีรูปปั้นลำตัว เเละศีรษะของเทพเจ้าและกษัตริย์เรียงรายอยู่

เป็นความเชื่อว่าเหล่าเทพจะปกปักรักษาสุสานเเห่งนี้ โดยช่วงเย็นเมื่อเเสงสีทองของดวงอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้า และช่วงเช้าตอนดวงอาทิตย์ค่อยๆสาดเเสงลงมาตามลูกปั้นที่เรียงอยู่นั้น จะเป็นช่วงเวลาที่สถานที่เเห่งนี้ ดูมีมนต์ขลัง และลึกลับน่าค้นหา

9. Library of Celsus

เมืองเอเฟซัส เคยเป็นเมืองหนึ่งของจักรวรรดิ์โรมันฝั่งเอเชียมาก่อน โดยเมืองนี้มีความเป็นโรมันอย่างมาก สถาปัตยกรรม เเละรูปแบบการสร้าง ปัจจุบันมีซากที่หลงเหลือ เพื่อเเสดงให้เห็นถึงความโอ่โถงอลังการของอณาจักรโรมันในสมัยก่อน  

โดยเมืองโบราณเเห่งนี้ ถือว่าได้มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดี โดยประกอบโครงสร้างหลักๆประกอบด้วย โรงอาบน้ำ โรงละครซึ่งสามารถจุคนได้ถึง 25,000 คน ห้องสมุดเซลซัส จุดบูชาเทพเจ้าต่างๆ จุดขายของ หรือตลาด โถงทางเดิน และอื่นๆอีกมากมาย

ซึ่งหอสมุดเซลซัส ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของเมืองเก่าเเห่งนี้เลยก็ว่าได้ โดยห้องสมุดแห่งนี้ มีรูปสลักเทพี 4 องค์ คือ เทพีแห่งปัญญา เทพีแห่งคุณธรรม เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด และเทพีแห่งความรู้ (ปัจจุบันเป็นเพียงรูปสลักจำลองเท่านั้น ตัวจริงถูกเก็บรักษาไว้ที่ประเทศออสเตรีย)

10. Pamukkale

ปามุกคาเล (Pamukkale) เป็นภาษาตุรกี หมายถึง ปราสาทปุยฝ้าย เป็นสระไร้ขอบธรรมชาติ ตั้งชื่อตามลักษณะภูมิศาสตร์ ที่เกิดจากตะกอนหินปูนทำปฏิกิริยากับอากาศ ทำให้จับตัวแข็งเป็นแอ่ง โดยมีธารน้ำแร่ใต้ดินไหลซึมขึ้นมาเอ่อท่วมบนพื้นผิว

รวมเป็นแอ่งน้ำหินปูนที่ลดหลั่นกัน กว้าง 300 เมตร ยาวกว่า 3 กิโลเมตร ก่อนไหลลงจากผาสูง 100 เมตร จากระดับน้ำทะเล โดยในปัจจุบันได้จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว เเละจำจัดกิจกรรมของนักท่องเที่ยวที่สามารถทำได้คือ การได้เยี่ยมชมเท่านั้น ไม่สามารถลงเล่นน้ำได้เหมือนเมื่อก่อนได้อีก

สถานที่เเห่งนี้ได้รับความคุ้มครองเป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่ง ดังนั้นจึงต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้ความสวยงามของธรรมชาติเหล่านี้ ถูกทำลายโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์นั่นเอง

รวมบทความท่องเที่ยวและถ่ายภาพที่น่าสนใจ

Leave a Reply